หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Overlord Vol.1 Chapter 1

Chapter 1 
The Undead King




Part 1

ปี ค.ศ. 2138 เทคโนโลยี DMMO-RPG ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องสามัญไปแล้ว


สำหรับ  DMMO-RPG นั้นย่อมาจาก  ‘Dive Massively Multiplayer Online Role Playing Game’ ซึ่งก็คือ  อินเทอร์เเอคทิฟเกม รูปเเบบหนึ่งที่ผู้เล่นสามารถโลดแล่นในโลกจำลองได้เหมือนชีวิตจริง
ด้วยการเชื่อมต่อคอนโซลเข้ากับระบบประสาทโดยเทคโนโลยีนาโนอินเทอร์เฟส ซึ่งเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับนาโนในสมองโดยประกอบขึ้นจากผลผลิตทางไซเบอร์ และนาโนเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเกมจริงๆ




ซึ่งจากเกม DMMO-RPG จำนวนมาก มีเกมหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง


‘อิกดราซิล’


เกมที่เป็นความภูมิใจของผู้พัฒนาชาวญี่ปุ่นที่ออกมาโลดเเล่นยาวนานถึง 12 ปี ตั้งแต่ปี 2126


ไม่ว่าจะเอาเกมแนว DMMO-RPG เกมไหนมาเทียบกับอิกดราซิลก็ยังไม่มีเกมไหนจะเทียบได้ในด้านการให้อิสระแก่ผู้เล่น
จำนวนคลาสที่มีกว่า 2,000 หากนับรวมคลาสขั้นต้น และคลาสขั้นสูงเข้าไป


โดยในแต่ละคลาสจะมีระดับสูงสุดที่ 15 นั่นหมายความว่าผู้เล่นสามารถมีอย่างน้อย 7 คลาส หรือมากกว่าเพื่อจะก่อนที่จะถึงระดับสูงสุดที่ 100


นอกเหนือจากนี้ผู้เล่นสามารถเพลิดเพลินไปกับคลาสที่หลากหลายตามความพึงพอใจ  เเม้จะดูไร้สาระเเต่ผู้ล่นก็ยังสามารถที่จะเลือกมีถึง 100 คลาสโดยเลือกมีเลเวล 1 ทุกคลาสก็ได้


นั่นหมายความว่าระบบอนุญาตให้ผู้เล่นสามารถสร้างตัวละครที่มีเอกลักษณ์ได้ตามความต้องการ


ซึ่งอิสระในที่นี้ยังรวมไปถึงระบบภาพอีกด้วย นั่นก็คือหากผู้เล่นเลือกใช้อุปกรณ์ที่ขายแยกแล้วก็สามารถสร้างอาวุธ หรือ ชุดเกราะ, ข้อมูลภายใน, รูปร่างตัวละคร ตลอดจนการตกแต่งบ้านของผู้เล่นเอง


และสิ่งที่รอคอยผู้เล่นที่เข้ามาผจญภัยยังโลกแห่งนี้คือฉากที่ใหญ่โตมโหฬาร ประกอบด้วยเมืองเกิดเก้าเมือง ได้แก่ แอสการ์ด, เอล์ฟเฮม, วาเนไฮม, นิดาเวลเลียร์, มิดการ์ด, โจทันเฮม, นิฟเฟลไฮม, เฮลเฮม และ มัสเพลไฮม


โลกที่กว้างใหญ่, คลาสที่มากจนนับไม่หมด และการปรับแต่งรูปลักษณ์ที่ทำได้ตามความต้องการ


สิ่งเหล่านี้ได้จุดจิตวิญญาณของผู้เล่นชาวญี่ปุ่นให้ลุกโชนจนเกิดประกฎการณ์ที่ภายหลังเรียกว่า ‘การตื่นโลกเสมือน’


จากการเพื่มขึ้นอย่างมากของผู้ล่นทำให้กล่าวได้ว่าอิกดราซิล และ DMMO-RPG นั้นคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันซึ่งนั่นก็รวมถึงที่ญี่ปุ่นด้วย


ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องของอดีตไปเสียแล้ว


*


ที่กึ่งกลางของห้องสมาคมโต๊ะกลมที่ทำจากหินออบซิเดียนมันวาวซึ่งรายล้อมไปด้วยเก้าอี้อันหรูหราจำวนว 41 ตัว
แต่ขณะนี้เกือบทั้งหมดกลับว่างเปล่า


เหลือเพียงสองที่ซึ่งเห็นเป็นเงาของสมาชิกนั่งอยู่


ร่างหนึ่งอยู่ในชุดครุยสีดำสนิทที่ถูกถักทออย่างประณีต ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายสีม่วง และทองที่ชายขอบ นอกจากนี้รอบคอของเงาร่างนี้ยังประดับไปด้วยเครื่องประดับจำนวนมากที่ดูจะมากเกินพอดีแต่กลับดูเหมาะสมกับเจ้าของร่างอย่างอัศจรรย์
ทว่าเหนือคอเสื้ออันวิจิตรกลับตั้งตรงด้วยกะโหลกที่ปราศจากเลือดเนื้อ แทนที่ดวงตาที่หายไปภายในรูบริเวณดวงตามีดวงไฟสีแดงเข้มลุกโชนอยู่ นอกจากนี้ยังมีรัศมีสีดำแผ่ออกมาให้เห็นด้านหลังของส่วนที่น่าจะเป็นหัวของเจ้าของร่าง


ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเก้าอี้ ร่างที่นั่งอยู่ก็ไม่ใช่มนุษย์เช่นเดียวกัน ร่างนั้นเป็นกลุ่มก้อนของเมือกเหนียวสีดำซึ่งชวนให้นึกถึงน้ำมันถ่าน หากสังเกตุดูจะพบว่าร่างนั้นสั่นไหวไปมาอยู่ตลอดโดยไม่สามารถคงรูปร่างเดิมไว้ได้


โอเวอร์ลอร์ดผู้ซึ่งอยู่จุดสูงสุดของเหล่าเอลเดอร์ลิชคือเจ้าของร่างที่ถูกกล่าวถึงเป็นอันดับแรก ผู้ใช้มนตราซึ่งเปลี่ยนตนเองไปเป็นอันเดดเพื่อแสวงหาเวทย์มนตร์ขั้นสูงสุด ขณะที่เจ้าของร่างอีกร่างคือเอลเดอร์แบลคอูซ เผ่าพันธ์ที่มีกรดอันทรงอานุภาพซึ่งจัดได้ว่าเป็นเผ่าพันธ์ที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆในกลุ่มสายพันธ์สไลม์


แน่นอนว่าทั้งสองไม่ใช่สัตว์ประหลาด


ทั้งสองคือตัวละครของผู้เล่น


เผ่าพันธ์สเกลเลตันในอิกดราซิลนั้นถูกจัดแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม โดยขั้นพื้นฐานของแต่ละเผ่า ได้แก่ พวกเผ่ารูปแบบมนุษย์ เช่น มนุษย์, คนแคระ และเอลฟ์ ต่อมา คือ พวกเผ่ารูปแบบกึ่งมนุษย์ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่ดูน่าหวาดหวั่น อย่างพวก กอบบลิน, ออร์ก และโอเกอร์ โดยกลุ่มนี้เป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้เล่นที่ต้องการความแข็งแกร่งทางกายภาพ และสุดท้ายพวกเผ่าพันธ์เฮเทโรมอร์ฟิก ซึ่งมีความสามารถที่ร้ายกาจ และค่าสถานะที่สูงกว่าเผ่าอื่น แต่ก็แลกมาด้วยข้อจำกัดจำนวนมาก ซึ่งที่กล่าวมานี้หากนับรวมกับพวกขั้นสูงของเผ่าพันธ์เหล่านี้ จำนวเผ่าพันธ์ที่มีจะสูงถึงราว 700 เผ่าเลยทีเดียว


แน่นอนว่าทั้งโอเวอร์ลอร์ด และ เอลเดอร์แบลคอูซ ทั้งสองเป็นเผ่าพันธ์เฮเทโรมอร์ฟิกขั้นสูงซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกมาเล่นได้


ระหว่างการสนทนาของทั้งสองจะพบว่าโอเวอร์ลอร์ดนั้นพูดคุยโดยที่ปากไม่มีการขยับใดๆ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าแม้จะเป็นสุดยอดเกม DMMO-RPG ในอดีตก็ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนสีหน้าขณะมีการสนทนาได้


“ว๊าว นานมากแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน ‘คุณเมโรเมโระ’ ถึงวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของอิกดราซิลก็เถอะ แต่ผมก็ไม่นึกนะว่าจะเจอ
ใครที่นี่”


“ใช่นานอย่างที่ว่าจริงๆนั่นแหละ ‘คุณโมมอนกะ’ ”


ร่างของเอลเดอร์แบลคอูซตอบกลับด้วยเสียงของชายหนุ่ม แต่เมื่อเทียบกับของโอเวอร์ลอร์ดแล้วเสียงนั้นช่างไร้ชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน


“นี่ก็เป็นครั้งแรกที่คุณเปลี่ยนงานในชีวิตจริงสินะครับ เอ มันนานเท่าไหร่แล้วนะ? …….น่าจะสองปีเห็นจะได้”


“อา ก็น่าจะใช่ละ ว่าไปแล้วก็นานมากแล้วสิ…. อย่างว่าแหละประสาทรับรู้เรื่องเวลาของชั้นคงไม่เหลือแล้วละ ก็เล่นทำงานล่วงเวลาข้ามวันทุกวันละนะช่วงนี้”


“แล้วอย่างนี้คุณยังสบายดีรึเปล่า ไม่ได้ไม่สบายอะไรนะครับ”


“ตอนนี้ก็หมดสภาพไปแล้วละ เอาจริงก็ไม่ได้ถึงขนาดต้องไปหาหมอหรอก แต่จะว่าไปก็เกือบแล้วละ ที่จริงก็กะจะเลิกแล้วแต่ติดที่ว่าต้องใช้เงินซะด้วยสิ ตอนนี้ก็เลยต้องทำงานเยี่ยงทาสอย่างนี้แหละ”


“อ๊าาาา....”


โอเวอร์ลอร์ด ‘โมมอนกะ’ เอียงคอพร้อมทำท่าทางแสดงถึงความรำคาญออกมา


“ใช่ไหมละ นี่มันสุดจะทนแล้วนะ”


เมโรเมโระกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังจากนั้นถ้อยคำต่างๆก็ถาโถมใส่โมมอนกะตามมาเรื่อยๆ


เรื่องที่เมโรเมโระพรั่งพรูออกมานั้นเกี่ยวกับการทำงานในชีวิตจริงทั้งสิ้น
ทั้งเรื่องลูกน้องที่ไม่เคยให้ความเคารพ ทั้งแผนงานที่ต้องทำโต้รุ่ง ไหนจะเรื่องโดนตักเตือนจากหัวหน้าที่ทำยอดไม่ได้ตามทีตั้งไว้ อีกทั้งกองเอกสารกองมหึมาที่ต้องจัดการทั้งคืน ยังมีเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจาการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นปกติ แล้วยังยาที่ต้องกินมากขึ้นเรื่อยๆทุกๆวัน


บทสนทนาข้างเดียวของเมโรเมโระที่หลั่งไหลออกมาเหมือนเขื่อนที่ไม่อาจกักเก็บน้ำไว้ได้อีกแล้ว


มีผู้คนจำนวนมากที่พยายามหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องชีวิตประจำวันกับชีวิตเสมือนในเกมซึ่งอันที่จริงก็ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น


แต่ไม่ใข่สำหรับทั้งสองคนที่อยู่ตรงนี้


กิลล์ ‘สถานที่รวมทีม ซึ่งถูกบริหารจัดการโดยกลุ่มผู้เล่น’ โดยกิลล์ที่ทั้งสองสังกัดอยู่ คือ Ainz Ooal Gown ซึ่งมีข้อบังคับสองข้อสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วม


หนึ่ง ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม และสอง ต้องเป็นเผ่าพันธ์เฮเทโรมอร์ฟิกเท่านั้น


จากลักษณะของกิลล์ทำให้การบ่นเรื่องที่ทำงานเป็นหัวข้อหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาสนทนาซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในกิลล์ นั่นทำให้การสนทนาของทั้งสองก็เป็นฉากที่เห็นได้ปกติใน Ainz Ooal Gown


หลังจากผ่านไปได้พักใหญ่การปลดปล่อยความอัดอั้นของเมโรเมโระก็ดูจะหยุดลง


“.... ขอโทษด้วยนะที่ต้องให้นายมาฟังคำบ่น พอดีว่าไม่มีโอกาสจะเล่าให้ใครฟังน่ะ”


เมโรเมโระขยับหัวเป็นลักษณะการก้มศีรษะ โดยโมมอนกะก็ตอบรับในทันที


“ไม่เป็นไรหรอกคุณเมโรเมโระ ผมเป็นคนขอร้องให้คุณมาเองทั้งที่ความจริงแล้วคุณก็เหนื่อยมากแล้วด้วย”


“ขอบคุณมากคุณโมมอนกะ ผมรู้สึกดีจริงๆที่ล๊อกอินเข้ามาแล้วได้เจอคุณ”


“ยินดีครับ”


“...แต่ผมว่าผมได้เวลาแล้วละ...”


รยางค์ของเมโรเมโระขับไปมาในอากาศเหมือนสัมผัสอะไรอบางอย่าง ซึ่งนั่นเป็นลักษณะของการเปิดระบบควบคุม
“อา ใช่แล้ว จะว่าไปนี่ก็ดึกมากแล้วด้วยสิ”


“ขอโทษจริงๆนะคุณโมมอนกะ”


โมมอนกะลอบถอนหายใจเบาๆเพื่อปกปิดความรู้สึกที่ผุดขึ้นภายใน


“ผมเข้าใจ ..... อันที่จริงน่าเสียดายนะที่เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว”


“ที่จริงผมก็อยากอยู่กับคุณจนจบละนะ แต่สภาพร่างกายตอนนี้มันไม่ไหวจริงๆ”


“อย่าฝืนเลยเดี๋ยวจะเป็นลมนะครับ ล๊อกเอาท์แล้วรีบพักผ่อนเถอะ”


“ขอโทษจริงๆนะ จะว่าไปโมมอน-นะ ไม่ใช่สิ ‘กิลล์มาสเตอร์’ หลังจากนี้จะทำอะไรต่อละ”


“ก็ว่าจะออนไลน์ต่อจนกว่าจนกว่าเซิฟเวอร์จะปิดละครับ ที่จริงก็ยังพอมีเวลาเหลือก็จะอยู่รอเผื่อว่าจะมีใครโผล่มาอีก”


“งั้นเหรอ แต่พูดตรงๆเลยนะ ชั้นนึกว่าที่นี่จะไม่อยู่แล้วซะอีก”


ณ ช่วงเวลานี้ นับว่าเป็นโชคที่ตัวเกมไม่มีระบบแสดงสีหน้าเพราะตอนนี้โมมอนกะได้แสดงสีหน้าบูดบึ้งออกมาให้เห็นชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งทำให้เจ้าตัวต้องรีบปิดปากเงียบเพื่อซ่อนอารมณ์อันพลุ่งพล่านที่พร้อมจะแสดงให้เห็นในน้ำเสียง


เขานั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะดูแลรักษากิลล์นี้เพราะมันเป็นที่ๆสมาชิกแต่ละคนร่วมกันสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะมีอารมณ์รุนแรงทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากหนึ่งในสมาชิก แต่ว่าความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเมโรเมโระกล่าวต่อ


“ในฐานะกิลล์มาสเตอร์ นายช่วยรักษาที่นี่เพื่อให้พวกเราสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ ชั้นต้องขอบคุณนายจริงๆ”


“.....พวกเราสร้างที่นี่มาด้วยกัน มันเป็นหน้าที่ของกิลล์มาสเตอร์อยู่แล้วที่จะดูแลที่นี่ให้พร้อมสำหรับพวกเราทุกคน”


“ต้องขอบคุณนายจริงๆที่ทำให้พวกเราสนุกกับเกมนี้ได้ถึงที่สุด.....คราวหน้าถ้าได้พบกันอีกคงจะดีถ้าเป็นที่อิกดราซิล II”


“ก็เคยได้ยินข่าวลือนั้นมาเหมือนกัน.....ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างที่ว่า”


“ไว้เรามาพบกันอีกเมื่อเวลานั้นมาถึง เอาละ ตอนนี้ชั้นก็รู้สึกง่วงสุดๆแล้ว คงได้เวลาลํอกเอาท์ซะที......ดีใจจริงๆที่ได้เจอนาย
ขอให้สนุกกับเกมนะ”


“….”


ทันใดนั้นโมมอนกะชะงักไปสักครู่ก่อนจะกล่าวคำอำลาออกมา


“ผมก็สนุกมากเช่นกัน ขอให้สนุกกับเกม”


อีโมติคอนรูปหน้ายิ้มปรากฎเหนือศีรษะของเมโรเมโร ซึ่งโมมอนกะก็ตอบกลับด้วยอีโมตอคอนรูปเดียวกัน เนื่องจากอิกดราซิลไม่มีระบบแสดงสีหน้าทำให้ผู้เล่นต้องแสดงอารมณ์ผ่านการใช้อีโมติคอน


จากนั้นเมโรเมโระก็กล่าวคำพูดสุดท้ายออกมา


“ไว้พบกันอีกครั้ง ที่โลกใบใหม่นะ”


สมาชิกคนสุดท้ายจากสมาชิกสามาคนที่เข้ามาในเกมวันนี้ได้เลือนหายไป


ไร้ร่องรอยของผู้มาเยือน ความเงียบได้กลับมาสู่ห้องสมาคม


โมมอนกะมองไปยังที่ว่างซึ่งเมโรเมโระเคยนั่งเมื่อสักครู่ก่อนจะกล่าวคำพูดสุดท้ายที่อยากกล่าวกับอีกฝ่ายออกมา


“ผมเข้าดีว่าคุณเมโรเมโระเหนื่อยแค่ไหน แต่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเกมนี้แล้วทำไมคุณจะอยู่กับมันจนจบไม่ได้ละ”


แน่นอนว่าไม่มีคำตอบจากเมโรเมโระที่ได้กลับสู่โลกแห่งความจริงแล้ว


“เฮ่อ...”


เสียงถอนหายใจดังมาจากโมมอนกะ


เขาไม่สามารถที่จะกล่าวคำนั้นออกมาได้ในท้ายที่สุด


ความจริงที่เมโรเมโระมักมีท่าทีเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลานั้นพอจะดูได้จากการสนทนาที่ผ่านมาก แต่ที่เมโรเมโระตอบรับเมลล์ที่เขาส่งให้แล้วยอมกลับเข้ามาในอิกดราซิลในวันนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ซึ่งมันคงน่าอายมากหากจะรำคาญกับเรื่องเล็กน้อย
อย่างนี้ที่จริงเขาควรจะขอบคุณด้วยซ้ำ


โมมอนกะจ้องไปยังเก้าอี้ที่เมโรเมโระเคยนั่งอยู่เมื่อสักครู่ จากนั้นเขาก็มองผ่านเก้าอี้ทั้ง 39 ซึ่งเคยมีร่างของสมาชิกทั้งหลายอยู่ตรงนั้น จากนั้นสายตาของเขาก็วาดกลับมายังที่เดิมซึ่งเมโรเมโระเคยอยู่


“แล้วเจอกันที่อื่น.......”


แล้วเจอกันสักวัน


แล้วเจอกัน


เขาได้ยินประโยคอย่างนี้มานักต่อนักแล้ว แต่เจ้าของคำเหล่านี้ก็ไม่เคยกลับมาให้เห็นอีกเลย


ไม่มีใครกลับมายังอิกดราซิล


“แล้วเมื่อไหร่ ที่ไหนที่เราจะเจอกันละ.....”


ร่างของโมมอนกะสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นความรู้สึกที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ลึกภายในก็ปะทุขึ้น


“อย่ามาตลกนะเว้ยยยยยยยย!”


พร้อมกับเสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราด กำปั้นได้ถูกทุบไปยังโต๊ะเบื้องหน้า ซึ่งจากการกระทำนี้ถูกระบบตัดสินว่าเป็นการโจมตีทำให้เกิดการประมวลผล ได้แก่ การโจมตีด้วยมือเปล่าของโมมอนกะต่อค่าพลังป้องกันของโต๊ะ และผลที่ได้ก็ปรากฎออกมาเป็นตัวเลข ‘0’


“ที่นี่คือมหาสุสานแห่งนาซาริก ที่ๆพวกเราช่วยกันสร้างมันขึ้นมา! แล้วทำไมทุกคนถึงได้ทิ้งมันกันง่ายอย่างนี้”


สิ่งที่ตามมาหลังความบ้าคลั่ง คือ ความหดหู่อันอ้างว้าง


“…ไม่หรอก ที่จริงพวกเขาไม่ไม่ได้ทิ้งที่นี่หรอก ก็แค่ว่าพวกเขาต้องเลือกระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘จินตนาการ’ อา มันก็ช่วยไม่ได้ละนะ ไม่มีใครทรยศหรอก ความจริงพวกเขาคงตัดสินใจลำบากเหมือนกันละ”


เสียงพึมพำแว่วมาจากโมมอนกะพร้อมกับร่างที่ลุกยืนขึ้น ร่างนั้นได้ก้าวไปยังกำแพงซึ่งมีไม้เท้าด้ามหนึ่งแขวนไว้


เนื่องจากไม้เท้านี้มีต้นแบบจากไม้เท้าคาดูเชียสของเทพเจ้ากรีกนามเฮอร์เมส ตัวไม้เท้าจึงมีลวดลายงูเจ็ดตัวพันรอบ ในปากของงูแต่ละตัวคาบไว้ด้วยอัญมณีที่มีสีแตกต่างกัน ส่วนที่ด้ามจับประดับด้วยคริสตัลอันแวววาว ที่เปล่งประกายออกมาเป็นแสงสีน้ำเงินขาวอันงดงาม


ไม้เท้าที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันล้นเหลือนี้คือ ‘อาวุธประจำกิลล์’ ซึ่งในแต่ละกิลล์สามารถครอบครองได้เพียงหนึ่งเท่านั้น และไอเทมชิ้นนี้นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของ Ainz Ooal Gown เลยทีเดียว


เดิมทีกิลล์มาสเตอร์จะเป็นผู้ถือครองไม้เท้านี้ แล้วทำมันถึงได้ถูกแขวนไว้ที่กำแพงราวกับเป็นเพียงเครื่องตกแต่งชิ้นหนึ่ง?
นั่นก็เพราะสิ่งนี้ถูกใช้เป็นตัวแทนของกิลล์ยังไงละ


การสูญเสียอาวุธประจำกิลล์คือสัญญาณที่แสดงถึงการเสื่อมของกิลล์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอาวุธประจำกิลล์ต้องถูกเก็บไว้ยังที่ซึ่งปลอดภัยที่สุดโดยไม่มีโอกาสได้แสดงถึงพลังที่สถิตย์อยู่ เช่นเดียวกับกิลล์หัวกะทิอย่าง Ainz Ooal Gown ก็ไม่มีข้อยกเว้น ด้วยที่กล่าวมานี้เองทำให้มันถูกนำมาตกแต่งที่กำแพง โดยที่โมมอนกะไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ไม้เท้านี้เลยแม้มันจะถูกออกแบบมาเป็นอาวุธประจำตัวของเขาก็เถอะ


โมมอนกะยื่นแขนไปยังไม้เท้าตรงหน้า แต่เมื่อไปได้กลางทางเขากลับหยุดนิ่ง เพราะแม้ว่าอิกดราซิลกำลังจะหยุดให้บริการ แต่เขาก็ยังลังเลที่จะทำพฤติกรรมที่จะทำให้ความทรงจำที่เคยรุ่งโรจน์ของเหล่าสมาชิกที่ร่วมฝ่าฟันกันมาด้อยค่าลง


วันเวลาที่พวกเขาผจญภัยร่วมกันหลายต่อหลายครั้งเพื่อที่จะสร้างอาวุธประจำกิลล์ชิ้นนี้


ช่วงเวลาอันน่าจดจำที่สมาชิกแบ่งทีมประชันกันในการรวบรวมวัตถุดิบ การโต้เถียงในเรื่องการออกแบบรูปทรง อีกทั้งการรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละคน ตลอดจนขั้นตอนการสร้างที่ค่อยๆทำทีละเล็กทีละน้อย


นั่นคือช่วงเวลาที่รุ่งเรื่องของ Ainz Ooal Gown ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของพวกเขา
ในกิลล์มีทั้งคนที่ทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อจะอวดความสามรถ ทั้งคนที่โผล่มาหลังทำทะเลาะกับภรรยาเพราะไม่ยอมให้เวลากับครอบครัว และยังมีกระทั่งคนหัวเราะทั้งที่เพิ่งถูกเลิกจ้างมา


วันเหล่านั้นที่พวกเขาใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการสนทนา และกระตือรือร้นไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง วันที่วางแผนในการผจญภัย และออกล่าสมบัติ วันที่ออกถล่มกิลล์อื่นๆ วันที่สามารถจัดการบอสลับซึ่งถูกค้นพบ วันที่พบเจอแหล่งทรัพยากรใหม่ๆจำนวนมหาศาล พวกเขาได้ร่วมกันต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์ทั้งหลาย และจัดการผู้เล่นที่มารุกราน


แต่ทว่าปัจจุบันไม่เหลือพวกเขาเหล่านั้นอีกแล้ว


37 จาก 41 คนได้ออกจากกิลล์ เหลือเพียงสามที่ยังเป็นสมาชิกกิลล์ในนาม โมมอนกะไม่เคยที่จะได้พบทั้งสามเลยไม่นับในวันนี้


โมมอนกะเปิดแผงควบคุม และเข้าไปยังส่วนของข้อมูลระบบ จากนั้นก็ทำการตรวจสอบอันดับกิลล์ ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยก้าวขึ้นสูงถึงอันดับ 9 จากทั้งหมดกว่า 800 กิลล์ แต่ ณ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อันดับ 29 ซึ่งก็ไม่นับว่าเลวร้ายนักหากเทียบกับอันดับ 48 ที่พวกเขาเคยได้มา


เหตุผลที่กิลล์ยังคงอันดับนี้อยู่ได้ไม่ใช่มาจากตัวโมมอนกะแต่ต้องขอบคุณเหล่าไอเทมที่อดีตสมาชิกทิ้งไว้ให้


แม้ว่าตอนนี้กิลล์จะอยู่ในช่วงตกต่ำแต่มันก็เคยมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์


และผลึกแห่งช่วงเวลานั้นก็คือ


อาวุธประจำกิลล์ : ไม้เท้าแห่ง Ainz Ooal Gown


โมมอนกะไม่ต้องการที่จะนำอาวุธที่เป็นความทรงจำของเวลาแห่งเกียติยศออกมาในช่วงที่ทุกอย่างกำลังจบสิ้นเช่นนี้ แต่ทว่าอีกด้านหนึ่ง


ตลอดเวลาเขาให้ความสำคัญกับเสียงส่วนใหญ่


แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งกิลล์มาสเตอร์ แต่สิ่งที่เขาทำกลับเหมือนเป็นผู้ประสานงานเสียมากกว่า


นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อไม่มีใครอยู่ ความคิดที่จะใช้สิทธ์ในฐานะกิลล์มาสเตอร์ได้วิ่งเข้ามาในหัวของเขา


“ชุดนี่ดูโหลจริงๆ”


หลังบ่นกับตัวเองโมมอนกะเริ่มเปิดแผงควบคุมแล้วทำการตกแต่งอวาตาร์โดยการติดตั้งยุทธภัณฑ์ให้สมตำแหน่งกิลล์มาสเตอร์ให้มากที่สุด


ยุทธภัณฑ์ในอิกดราซิลถูกจัดแบ่งตามขนาดของการจัดเก็บข้อมูล ยิ่งสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ปริมาณมากอาวุธก็จะยิ่งระดับสูงมากเท่านั้น เริ่มจากระดับล่างสุด ได้แก่ เลสเซอร์, ไมเนอร์, มีเดียม, เมเจอร์, เกรทเทอร์, เลกาซี่, เรลลิค และ เลเจนดารี่ แต่ว่าสิ่งที่โมมอนกะสวมอยู่นั้นเป็นระดับขั้นสูงสุด นั่นคือ ดิไวน์


บนนิ้วที่ไร้เลือดเนื้อสวมไว้ด้วยแหวนเก้าวง ซึ่งแต่ละวงมีพลังที่แตกต่างกันสถิตย์ นอกจากนี้ทั้ง สร้อยคอ, ถุงมือยาว, รองเท้าบูท, เสื้อคลุม และรัดเกล้า ทั้งหมดล้วนเป็นของระดับดิไวน์ทั้งสิ้น แค่เฉพาะราคาของแต่ละชิ้นก็มีราคามหาศาลจนยากจะบอกได้


ครุยอันงดงามปิดบังส่วนไหล่ พร้อมกับคลื่นออราสีแดงเข้มสั้นไหวบริเวณเท้าที่ทำให้เกิดบรรยากาศแปรปรวนอันน่าขนลุก ซึ่งออรานี้ไม่ได้มาจากสกิลของโมมอนกะ อันที่จริงต้องบอกว่าเขาเอา ‘chaotic aura’ ใส่ไปยังเสื้อคลุมซึ่งมีพื้นที่เหลือให้ใส่ได้ ซึ่งหากสัมผัสก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ


หน้าต่างไอคอนจำนวนมากโผล่มายังส่วนมุมสายตาของโมมอนกะ แสดงให้ถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้น


หลังจากเปลี่ยนอาวุธ และอุปกรณ์สวมใส่แล้ว โมมอนกะก็พยักหน้าแสดงความพึงพอใจต่อรูปลักษณ์ที่สมกับกิลล์มาสเตอร์ในตอนนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการแต่งตัวเขาก็เอื้อมมือไปคว้าไม้เท้า Ainz Ooal Gown ตรงหน้า


ทันทีที่สัมผัสไม้เท้า ก็เกิดคลื่นจากออราสีแดงเข้ม บางครั้งคลื่นที่แผ่ออกมาก็เป็นรูปใบหน้ามนุษย์ที่ทุกข์ทรมานก่อนจะสลายไป ใบหน้านั้นมันช่างเหมือนจริงราวกับจะได้ยินเสียงร้องอันแสนเจ็บปวดดังให้ได้ยิน


“…เยี่ยมไปเลย”


สุดยอดไม้เท้าที่เขาไม่มีโอกาสสัมผัสนับแต่มันถือกำเนิดขึ้นบัดนี้ได้อยู่ในมือนายของมันแล้ว พร้อมกับการสิ้นสุดของอิกดราซิลที่กำลังมาถึง


หลังสำรวจไอคอนที่แสดงค่าพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เจ้าตัวก็เริ่มรู้สึกเดียวดายอีกครั้ง


“พร้อมจะไปกันรึยังสัญลักษณ์เเห่งกิลล์ของพวกเรา? ไม่สิ ไปกันเลยเจ้าสัญลักษณ์กิลล์ของพวกเรา ”

Part 2


โมมอนกะได้ออกจากห้องที่ถูกตั้งชื่อว่า(สภา)ห้องโต๊ะกลม

สมาชิกกิลล์ทุกคนจะมีแหวนกิลล์ซึ่งจะพาเข้ามายังห้องนี้ทันทีที่เชื่อมต่อเข้ามาเว้นเสียแต่จะอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ นั่นหมายความว่าทันทีที่สมาชิกคนอื่นกลับมาก็จะถูกส่งมายังห้องนี้ แต่คงไม่มีใครกลับมาอีกแล้ว โมมอนกะเข้าใจดีว่าสมาชิกที่เหลือนั้นไม่กลับมาแล้ว ลงท้ายโมมอนกะคือสมาฃิกหนึ่งเดียวที่อย่กับมหาวิหารแห่งนาซาริกจนวินาทีสุดท้าย

พร้อมกับความรู้สึกที่แปรปรวนที่อัดอั้นภายใน โมมอนกะได้เข้าสู่ห้องโถงอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งดูโอ่โถง และเปล่งประกาย ชวนให้นึงถึงปราสาทที่ตกแต่งด้วยหินอ่อน

โคมระย้าซึ่งแขวนบนเพดานส่องแสงอันนุ่มนวล ดูสบายตา พื้นทางเดินที่ทอดยาวเปล่งแสงที่สะท้อนจากด้านบน ทำให้เกิดประกายแสงส่องสว่างเป็นประกายดุจดังงานโมเสกของหมู่ดาว แล้วยิ่งหากประตูตามโถงทางเดินถูกเปิด เครื่องเรือนอันแสนหรูหราภายในห้องจะถึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้อง

หากผู้เล่นที่เคยได้ยินชื่อนาซาริกได้มาเยือนที่แห่งนี้ พวกเขาต้องตกตะลึงไปกับความงามเบื้องหน้าจากสถานที่ซึ่งที่ชื่อเสียงในทางเลวร้ายแห่งนี้

เนื่องจากมหาสุสานแห่งนาซาริกนี้แห่งนี้เคยประสบชัยเหนือกลุ่มผู้เล่นที่มีกำลังรบสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟของเซิฟเวอร์มาแล้ว กลุ่มพันธมิตรแปดกิลล์, กิลล์เครือข่าย, กลุ่มทหารรับจ้างของผู้เล่น และ npc รวมๆแล้วมีทั้งหมดราว 1,500 คน คนเหล่านี้ที้ร่วมมือกันเพื่อพิชิตที่แห่งนี้ถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหตุการณ์นั้นทำให้ที่แห่งนี้ถูกกล่าวขานเป็นตำนาน

เดิมที่มหาวิหารแห่งนาซาริกแห่งนี้มีทั้งหมด 6 ชั้น แต่หลังจากการปฎิสังขรณ์คโดย Ainz Ooal Gown ที่แห่งนี้เลยมีชั้นเพิ่มมาเป็น 10 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็มีความแต่งต่างกันออกไป



ชั้นที่ 1-3 -------------------   ส่วนของสุสาน
ชั้นที่ 4    -------------------   ชั้นทะเลสาบใต้ดิน
ชั้นที่ 5 -------------------        ชั้นธารน้ำแข็ง
ชั้นที่ 6 -------------------        ชั้นป่าดงดิบ
ชั้นที่ 7 -------------------        ชั้นภูเขาไฟใต้ดิน
ชั้นที่ 8 -------------------        พื้นที่รกร้าง
ชั้นที่ 9 -------------------        ชั้นรอยัล สูท
ชั้นที่ 10 ------------------        ท้องพระโรง

โดยสองชั้นสุดท้ายคือฐานของ Ainz Ooal Gown กิลล์ที่ติดหนึ่งใน 10 อันดับแรกของอิกดราซิล

เสียงฝีเท้าของโมมอนกะดังก้องไปทั่วส่วนทางเดินส่วนของ รอยัล ซูท พร้อมกับเสียงไม้เท้าที่ถืออยู่ดังกระทบพื้นคู่กันไป เมื่อก้าวไปยังส่วนหัวมุมของระเบียงทางเดินอันทอดยาว เขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเคลื่อนเข้าหา

เธอผู้มีเสน่ห์เย้ายวน มาพร้อมผมบลอนด์ประบ่า และรูปร่างที่ชวนมอง

หญิงสาวนั้นอยู่ในชุดเมดซึ่งประกอบด้วยผ้ากันเปื้อน และกระโปรงยาว เธอสูงของราว 170 ซม. มาพร้อมรูปร่างอันสมส่วน และหน้าอกขนาดใหญ่ซึ่งเหมือนพร้อมจะล้นทะลักจากเสื้อได้ทุกเมื่อ หญิงสาวให้ความรู้สึกสูงส่ง และสง่างามแก่ผู้พบเห็น

เมื่อทั้งสองมาพบกัน เมดสาวก็หลบออกข้างพร้อมกับโค้งคำนับแก่โมมอนกะ ซึ่งเขาก็ยกมือรับกับท่าทางนั้น

สีหน้าของเมดสาวไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยใบหน้าของเธอยังคงนิ่งเฉยไม่มีรอยยิ้มเช่นเดิม ในอิกดราซิลนั้นสีหน้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ว่านั่นก็มีความแตกต่างระหว่างสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงของผู้เล่นกับ NPC ในเกมปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ เปรียบเหมือนหุ่นจำลองที่เคลื่อนไหวได้ แน่นอนว่าการที่เมดสาวโค้งให้แก่โมมอนกะก็เพรามีการตั้งโปรแกรมไว้ก่อนแล้ว
การทักทายตอบของเขาก่อนหน้าก็เหมือนเสียเวลาเปล่า แต่โมมอนกะก็มีเหตุผลที่เขาจะไม่ตอบสนองอย่างไร้มารยาท

NPC เมดทั้ง 41 คน ที่อยู่ในมหาสุสานแห่งนาซาริกนี้ถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันโดยสมาชิกกิลล์ ซึ่งทำงานเป็นนักออกแบบ และตอนนี้กำลังมีผลงานมังกะตีพิมพ์กับนิตยสารรายเดือนในขณะนี้

สายตาของโมมอนกะไม่ได้มองไปยังแค่ตัวเมดสาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องแต่งกายอันละเอียดซับซ้อน โดยเฉพาะการตัดเย็บอันแสนงดงามบนผ้ากันเปื้อนซึ่งควรค่าแก่การยกย่อง

เนื่องจากการออกแบบมาจากคนที่มีแรงขับเคลื่อนที่ว่า “อาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมดก็คือเครื่องแต่งกายนี่ละ” ทำให้ลวดลายที่ปรากฎนั้นเหนือกว่าที่พบเห็นได้ทั่วไป โมมอนกะอดไม่ได้ที่จะระลึกถึงสมาชิกกิลล์ซึ่งรับผิดชอบการทำรูปลักษณ์กรีดร้องอย่างโหยหวนเมื่อได้รับงานนี้


“อา....จะว่าไป เมื่อก่อนเขาก็ชอบพูดประมาณว่า “เครื่องแบบของเมดคือความถูกต้อง!” ตอนนี้นางเอกของมังกะที่วาดตอนนี้ก็เป็นเมดเหมือนกันด้วยสิ แล้วอย่างนี้คุณไวท์บริมคงไม่ได้ทำให้ผู้ช่วยร้องให้เพราะต้องเก็บรายละเอียดของคุณหรอกนะ”

สำหรับโปรแกรมส่วนของลักษณะนิสัยถูกออกแบบโดยเมโรเมโระ และโปรแกรมเมอร์คนอื่นอีก 5 คน

ซึ่งหมายความว่าเมดสาวถูกออกเบบด้วยความยากลำบาก และความร่วมมือของอดีตสมาชิกกิลล์ ดังนั้นคำตอบที่เขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อเธอก็เหมือนกับเรื่องของไม้เท้าแห่ง Ainz Ooal Gown เพราะว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันล้ำค่าที่เขามี

ระหว่างที่โมมอนกะกำลังรำลึกความหลังอยู่นั้น  เมิดสาวได้เอียงคอลักษณะเหมือนจะถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ ท่าทางเช่นนี้จะเกิดขึ้นตามที่ตั่งโปรแกรมไว้เมื่อมีผู้เล่นอยู่ใกล้ตามเวลาที่ตั้งไว้ โมมอนกะอดไม่ได้ที่จะทึ่งไปกับความพิถีพิถันของเมโรเมโระในการลงรายเอียดต่างๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีท่าทางที่ยังถูกซ่อนอยู่ใส่ลงไปในตัวเธอแน่นอน ถึงแม้เขาอยากเห็นท่าทางทั้งหมดของเธอแต่ตอนนี้เขาก็มีเวลาเหลือไม่มากแล้ว

 โมมอนกะหันไปมองภาโฮโลกราฟฟิกครึ่งวงกลมที่เป็นนาฬิกาแสดงบนข้อมือเพื่อยืนยันเวลาในตอนนี้

แน่นอนว่าตอนนี้ไม่มีเวลาทำเรื่องไร้สาระอีกแล้ว

“ขอบใจสำหรับความพยายามตลอดมานะ”

โมมอนกะกล่าวคำอำลาที่เปี่ยมด้วยความอาวรณ์ ก่อนจะเดินผ่านเมดสาวไป แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่าการกล่าวคำอำลาเป็นสิ่งที่ต้องทำในวันสุดท้ายเช่นนี้

โมมอนกะทิ้งเมดสาวไว้เบื้องหลังพร้อมกับมุ่งต่อไปเบื้องหน้า

ไม่นานนักขั้นบันไดขนาดใหญ่โตซึ่งปูด้วยพรมแดงอันหรูหราก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้า โมมอนกะค่อยๆก้าวย่างไปตามขั้นบันไดลงสู่ชั้นที่สิบ ส่วนที่อยู่ลึกสุดของมหาสุสานแห่งนาซาริก

สถานที่ซึ่งเขามาถึงเป็นห้องโถงเปิดขนาดใหญ่ โดยมีคนรับใช้จำนวนหนึ่งรอต้อนรับอยู่

คนรับใช้รายแรกที่ดึงดูดความสนใจของเขาเป็นชายสูงวัยในชุดพ่อบ้านที่ดูงามสง่าในชุดแบบดั้งเดิม

ผมของพ่อบ้านเป็นสีขาวโพลนทั้งหัวเช่นเดียวกับเคราของเขา แต่ทว่าชายชรากลับยืนหลังตรงดั่งคันศร และดูแข็งแกร่งดังดาบเหล็กกล้า รอยเหี่ยวย่นที่เห็นได้ชัดเจนบนใบหน้าทำให้เขาดูสุภาพนุ่มนวล ขัดกับนัยตาที่แหลมคมดังอินทรีที่พร้อมล่าเหยื่อ
ที่อยู่เบื้องหลังพ่อบ้านก็คือเมดจำนวนหกคน แต่เครื่องแต่งกายพวกเธอกลับแตกต่างจากเมดก่อนหน้า


ที่มือ และเท้าสวมด้วยถุงมือโลหะ และเกราะหุ้มขา ซึ่งตกแต่งด้วยโลหะสีทอง, เงิน และดำ ที่ตัวสวมใส่ด้วยชุดเกราะที่มีเครื่องแต่งกายเมดเป็นแบบ พวกเธอสวมผ้าโพกศีรษะแทนที่จะเป็นหมวกเหล็ก โดยเมดแต่ละคนถืออาวุธที่แตกต่างกัน ซึ่งให้ภาพลักษณ์ของเมดนักรบ

ทรงผมของพวกเธอดูมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ทั้งแบบมัดมวยผม, หางม้า, ปล่อยผม, ถักเปีย, ม้วนเป็นลอน, เกลียวแบบฝรั่งเศส (ทรงแบบคุณหนูหัวทองอะ) เป็นต้น แต่สิ่งที่เหมือนกันของพวกเธอก็คือความงามที่ยากจะทัดเทียม

นอกเหนือจากที่กล่าวมาเมดทั้งหมดยังแบ่งออกได้ตามลักษณะนิสัย อย่าง มีเสน่ห์ยั่วยวน, สปอร์ตเกิร์ล, กุลสตรี และลักษณะนิสิยอื่นๆอีกที่ไม่ได้กล่าวถึง

ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะเป็น NPC และการออกแบบนั้นทำกันเด้วยความสนุกสนาน และเป็นเอกลักษณ์ แต่หน้าที่หลักของพวกเขาก็คือการจัดการผู้บุกรุก

ในอิกดราซิล กิลล์ที่มีครอบครองฐานที่มั่นซึ่งเทียบเท่าปราสาทหรือมากกว่าจะได้รับผลประโยชน์อันหลากหลาย

และหนึ่งในนั้นก็คือ NPC ที่ช่วยป้องกันฐานนี่เอง

เหล่าอันเดดมอนสเตอร์ใจมหาสุสานแห่งนซาริกก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน โดยเรียกว่า 'spawn NPCs' ซึ่งจะมีเลเวลสูงสุดที่ 30 และจะเกิดใหม่ทันทีหลังจากผ่านไประยะหนึ่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างหรือ โปรแกรมของปัญญาประดิษฐ์ได้ ทำให้ NPC กลุ่มนี้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อต้านผู้บุกรุกเท่าไรนัก

ในทางตรงข้ามสิทธิประโยชน์อีกอันนึงก็คือการที่สามารถสร้าง NPC ต้นแบบขึ้นได้เอง โดยเมื่อกิลล์ครอบครองฐานระดับชั้นปราสาทได้แล้ว ก็สามารถสร้าง NPC ซึ่งมีเลเวลรวมกันได้มากสุดถึง 700 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเลเวลสูงสุดคือ 100 ผู้เล่นก็สามารถสร้าง NPC เลเวล 100 ซึ่งมากสุด ได้ 5 ตัว และเลวเลล 50 ได้ 4 ตัว เป็นต้น

เมื่อทำการสร้าง NPC ต้นแบบแล้ว ซึ่งรวมถึงการกำหนดหน้าตา และระบบปัญญาประดิษฐ์แล้ว ก็ยังสามารถที่จะเปลี่ยนอาวุธ และชุดเกราะได้อีกด้วย ทำให้กิลล์สามารถสร้าง NPC ที่แข็งแกร่งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการปกป้องสถานที่สำคัญของกิลล์

ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้าง NPC สำหรับต่อสู้เพียงอย่างเดียวก็ได้ อย่างเช่น กิลล์มหาอาณาจักรน้องเหมียว ซึ่งครอบครองปราสาทหลังหนึ่ง ได้เปลี่ยน NPC ทั้งหมดเป็นแมว และสัตว์ตระกูลแมวทั้งหมด ซึ่งกล่าวได้ว่ากิลล์แต่ละกิลล์ได้สิทธิ์ในการสร้างรูปแบบ และสภาพแวดล้อมของปราสาทตนเอง

“อืมมมม”

เมื่อมองไปยังพ่อบ้าน และเหล่าเมดที่โค้งอยู่เบื้องหน้า โมมอนกะได้เอามือมาสัมผัสบริเวณคางพร้อมคิดไปว่า โดยปกติเขามักจะเทเลพอร์ทจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง แต่เขาไม่ค่อยไม่ได้มาที่นี่บ่อยนักจึงอดจะรู้สึกคิดถึงเสียไม่ได้

โมมอนกะเปิดหน้าต่างควบคุมไปยังหน้าที่เฉพาะสำหรับสมาชิกกิลล์ก่อนจะเปิดใช้ตัวเลือกหนึ่ง ทันใดนั้น รายชื่อของคนรับใช้ทั้งหมดได้ปรากฎเหนือศีรษะของพวกเขา

“อา นั่นคือชื่อนายสินะ”

โมมอนกะซึ่งลืมชื่อนี้ไป ได้แสดงรอยยิ้มที่ดูอาวรณ์เหมือนกับว่าเขาได้รื้อฟื้นช่วงเวลาซึ่งได้โต้เถียงกับเหล่าสหายในการเลือกชื่อให้ NPC นี้

เซบาสเตียน นามของพ่อบ้านซึ่งนอกจากป้องกันฐานยังดูแลความเรียบร้อยภายในฐานอีกด้วย

เมดทั้งหกที่อยู่ด้านหลังนั้นขึ้นตรงต่อเซบาสเตียนนั้นเป็นหน่วยเมดประจัญบานซึ่งมีชื่อเรียกประจำหน่วยว่า ‘หน่วยดาวลูกไก่’ นอกเหนือจากนี้เซบาสเตียนยังมีคนรับใช้ชาย และผู้ช่วยพ่อบ้านอีกหลายคนที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา

ในส่วนของข้อมูลสำคัญยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมาก แต่ตอนนี้โมมอนกะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะดูมันแล้ว เพราะเวลาเพียงน้อยนิดก่อนที่เซิฟเวอร์จะปิดตัวลง อีกอย่างเขาก็อยากหาที่นั่งพักสักแห่ง

NPC ทั้งหมด (รวมทั้งเหล่าเมด) จะมีข้อมูลอย่างละเอียดตามที่สมาชิกกิลล์บางส่วนที่โปรดปรานการใส่รายละเอียดให้ตัวละครเป็นผู้ตั้งค่า ต้องขอบคุณความจริงที่ว่าพวกเขามี นักวาดภาพประกอบ, นักออกแบบกราฟฟิก และโปรแกรมเมอร์จำนวนมากอยู่ใน Ainz Ooal Gown ทำให้สามารถตรวจสอบรายเอียดรูปร่างตัวละคร แล้วลงข้อมูลของแต่ละตัวได้อย่างเต็มที่

ที่จริงแล้วเซบาสเตียนและเหล่าเมดคือปราการด่านสุดท้ายที่จะป้องกันการรุกรานของผู้บุกรุก แต่ทว่าความจริงเหล่า NPC ก็ไม่สามารถที่จะต้านทานผู้เล่นซึ่งสามารถบุกทะลวงมาจนถึงที่แห่งนี้ได้ หน้าที่แท้จริงของพวกเขาก็คือการซื้อเวลาให้กับทางกิลล์เท่านั้น แต่เนื่องจากยังไม่มีผู้รุกรานใดสามารถมาถึงจุดนี้ได้ ทำให้พวกเขาไม่เคยได้รับคำสั่ง และยังคงรอคอยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ไปตลอดกาล

มือของโมมอนกะกำไม้เท้าแน่น เขารู้สึกสงสาร NPC ตรงหน้าถึงแม้ว่าความคิดเช่นนี้อาจถูกมองว่าโง่เขลา เพราะ NPC ก็เป็นแค่กลุ่มก้อนข้อมูล และเหตุผลเดียวที่จะเชื่อว่าพวกเขามีความรู้สึกก็มาจากการออกแบบปัญญาประดิษฐ์อันยอดเยี่ยมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม

“ในฐานะกิลล์มาสเตอร์ ถึงเวลาที่ผมจะออกคำสั่งกับ NPC เหล่านี้”
ระหว่างที่ยังขบขันไปกับความเห็นที่หุนันพลัดแล่นของตัวเอง โมมอนกะก็ได้ออกคำสั่งออกมา

“Follow me”

เซบาสเตียน และเหล่าเมดโค้งอย่างสุภาพแสดงการตอบรับคำสั่ง

การสั่งให้เหล่า NPC ออกจากพื้นที่นี้เป็นการเพิกเฉยต่อความเห็นสมาชิกกิลล์ตั้งแต่แรก กิลล์ Ainz Ooal Gown นั้นให้ความสำคัญต่อเสียงส่วนใหญ่ จึงเป็นข้อห้ามที่จะให้ใครสักคนมาป่วนความเห็นที่สมาชิกทุกคนช่วยกันเลือก

แต่วันนี้ทุกสิ่งกำลังจะจบสิ้น โมมอนกะเชื่อว่าทุกคนจะอภัยให้หากเป็นวันนี้

ขณะกำลังไตรตรองเรื่องเหล่านี้ เสียงฝีเท้าหลายคู่ซึ่งติดตามโมมอนกะก็ดังเป็นระยะ

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงห้องโถงรูปโดมขนาดมหึมา ที่ฝังอยู่ในเพดานคือผลึกคริสตัลที่มีถึงสี่เฉดสีส่องประกายแสงสีขาวไปทั่ว นอกจากนี้ยังมีช่องเล็กๆตามกำแพงถึงเจ็ดสิบสองช่องที่ส่วนใหญ่มีรูปปั้นประดับอยู่

รูปปั้นแต่ละอันมีลักษณะเลียนแบบปีศาจซึ่งมีทั้งหมดหกสิบเจ็ดตน

ห้องนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ห้องกุญแจย่อยแห่งโซโลมอน’ หรืออีกนามนึง คือ เลเมเกทัน ซึ่งเอามาจากนามของตำราเวทย์ที่มีขื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

รูปปั้นนั้นได้แบบมาจากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองของโซโลมอน โดยทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากโลหะเวทย์หายากทั้งสิ้น เหตุผลที่ว่าทำไมถึงมีเพียงหกสิบเจ็ดตนก็เพราะผู้สร้างเกิดเอียน และเหนื่อยกับแผนงานระหว่างการทำงาน

คริสตัลที่มีสี่เฉดสีซึ่งถูกฝังในเพดานความจริงแล้วคือเหล่ามอนเสตอร์ หากมีศัตรูบุกเข้ามายังที่แห่งนี้ พวกมันจะทำการอัฐเชิญธาตุชั้นสูง ประกอบด้วย ดิน, น้ำ, ไฟ และลม จากนั้นจะเกิดการระเบิดของเวทย์มนต์แบบอาณาเขตซึ่งกินวงกว้างใส่ผู้บุกรุก

ผลทั้งหมดที่ได้ คือ พลังทำลายที่สามารถบดขยี้ปาร์ตี้เต็มอัตราจำนวนสองปาร์ตี้ ซึ่งเป็นปาร์ตี้จำนวน 12 ผู้เล่น และมีเลเวล 100 ลงได้อย่างง่ายดาย

แน่นอนว่าห้องนี้ คือไพ่ตายสุดท้ายที่ปกป้องหัวใจสำคัญของนาซาริก

โมมอนกะเดินผ่านเลเมเกทันพร้อมผู้รับใช้ และมาหยุดลงที่ประตูขนาดใหญ่ที่ตรงข้าม

ด้วยความสูงกว่าห้าเมตร ประตูอันยิ่งใหญ่นั้นถูกสลักอย่างพิถีพิถันด้วยรูปเทพธิดาที่บานซ้าย และรูปปีศาจที่บานขวา การแกะสลักนั้นเหมือนจริงราวกับว่ารูปสลักพร้อมกระโจนออกมาจู่โจมได้ทุกเวลา

ถึงแม้จะเหมือนว่ามันสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่โมมอนกะรู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้

‘ถ้ามีใครสามารถมาถึงตรงนี้ได้ พวกเราก็ควรจะต้อนรับเหล่าผู้กล้าอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้เล่นตั้งหลายคนที่บอกว่าพวกเรามันเป็นพวกตัวร้าย งั้นเราก็ทำให้เหมือนไปเลยสิ พอพวกผู้กล้ามาถึงเราก็รออยู่ข้างในเปิดตัวแบบยิ่งใหญ่เหมือนบอสใหญ่ไปเลย ว่าไงบ้างบอส?’

แล้วความเห็นนี้ก็ได้รับการเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งคนที่เสนอความเห็นก็คือ

“คุณเออร์เบ็ท”

ในสมาชิกทั้งหมด เออร์เบ็ท อเลน โอเดิล เป็นคนที่หมกมุ่นกับโลกของเหล่าร้ายมากที่สุด

“ก็นะ เขาก็ประสบปัญหาจากอาการจูนิเบียวอยู่แล้ว แต่จะว่าไป....”

เมื่อมองไปรอบๆห้องโถงยิ่งทำให้โมมอนมอนกะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

“……รูปปั้นพวกนี้คงไม่ทำร้ายผมหรอกนะ ว่าไหม?”

คำพูดของเขาเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวล ซึ่งก็สมควรอยู่

โมมอนกะนั้นไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการก่อสร้างภายในของเขาวงกต ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจหากมีสมาชิกบางคนแอบเหลืออะไรบางอย่างไว้เป็นของขวัญก่อนลาจากก็ได้ แล้วคนที่ออกแบบประตูนี้ก็มีนิสัยแบบนั้นเสียด้วย

มีครั้งหนึ่งที่พวกเขาเปิดระบบการทำงานของโกเลมที่ทรงพลังซึ่งสร้างโดยคนๆนั้น และผลที่ได้คือ เจ้าปัญญาประดิษฐ์รูปแบบต่อสู้ตัวนี้เกิดมีบั๊กขึ้นมา ทำให้มันจู่โจมใส่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมัน  อย่างไรก็ตามโมมอนกะยังคงสงสัย และเชื่อว่าไอ้เจ้า ‘ความผิดพลาดนี้’ ถูกทำขึ้นอย่างตั้งใจ

“คุณ Luci★Fer ถ้ามีอะไรแบบวันนั้นเกิดขึ้นอีกนะ ผมโกรธคุณมากแน่....”

โมมอนกะค่อยๆสัมผัสไปที่ประตูอย่างระมัดระวัง และดูเหมือนครั้งนี้เขาจะกังวลมากเกินไป ประตูค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆเหมือนแบบอัตโนมัติ

บรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

สภาพแวดล้อมจนถึงตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอารามที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม และสงบ แต่ภาพเบื้องหน้านั้นเกินกว่าที่จะคาดถึง เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั้นมากเกินที่จะเป็นไปได้

ภายในนั้นใหญ่โตมโหฬาร ความกว้างนั้นเพียงพอจะจุคนร้อยกว่าคนเข้าไปได้โดยยังมีที่ว่างเหลือ และเพดานก็สูงจนต้องแหงนหน้าจนสุด กำแพงมีสีขาว และประดับประดาไปด้วยเครื่องตกแต่งทำจากทอง ที่แขวนบนเพดานคือโคมไฟระย้าที่มีมากมายซึ่งทำจากอัญมีสีรุ้งทำให้เกิดแสงสุกใสตระการตา จากเพดานจนถึงพื้นล่างมีธงขนาดใหญ่จำนวนสี่สิบเอ็ดอันซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันประดับบนกำแพง

ด้านในสุดของห้องมีทางเดินเป็นขั้นบันได้ราวสิบขั้นซึ่งประดับตกแต่งด้วยทองคำ และเงินอย่างฟุ่มเฟือย ด้านบนสุดของขั้นบันไดคือบัลลังก์ที่ตั้งตระหง่านเมื่อมองดูแล้วจะพบว่าตัวบัลลังก็นั้นถูกสลักมาจากคริสตัลขนาดใหญ่ ด้านหลังบนกำแพงนั้นจะเห็นตราประจำกิลล์ซึ่งถูกปักบนธงสีแดงเข้มขนาดใหญ่

นี่คือส่วนที่ลึกในสุดของมหาสุสานแห่งนาซาริก และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ‘ส่วนท้องพระโรง’

“โอ๊ออออ.......”

แม้แต่โมมอนกะยังตกอยู่ใต้ความน่าเกรงขามของห้องอันโหญ่โตนี้  เขาอดจะคิดไม่ได้ว่าด้วยขนาดเช่นนี้บางทีน่าจะจัดอยู่ในอันดับหนึ่งหรือสองของอิกดราซิลได้เลย

ห้องนี้แหละเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะเผชิญกับวาระสุดท้าย

โมมอนกะก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงเบื้องหน้า ด้วยขนาดอันใหญ่โตกว้างขวางทำให้เสียงฝีเท้าของเขานั้นดังกึกก้องไปทั่ว ทันใดนั้นเมื่อเขาได้หันเหความสนใจไปยัง NPC สาวซึ่งยืนอยู่ข้างบัลลังก์

ภายใต้ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ หญิงสาวที่มีใบ้หน้างดงามราวกับเทพธิดา และมีผมดำเป็นมันเงาซึ่งทอดยาวถึงส่วนเอวตัดกับชุดเดรสที่สวมใส่

แม้ว่าภายใต้ม่านตาสีทอง มีรูม่านตาสีม่วงตั้งตรงอย่างน่าประหลาด เธอก็ยังคงเป็นตัวแทนความงามอันสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะนึกถึง แต่เมื่อมองไปที่ขมับทั้งสองข้างจะพบเขาที่โค้งงอ และหนายื่นออกมา นอกจานี้ที่เอวยังมีปีกนางฟ้าสีดำประดับอยู่ด้วย บางทีภายใต้เงาที่ทอดจากเขาทั้งสองข้าง รอยยิ้มที่เหมือนเทพธิดานั้นอาจเป็นเพียงหน้ากากที่ปกปิดตัวจริงของเธอก็เป็นได้

ที่คอของเธอยังสวมไว้ด้วยสร้อยคอรูปใยแมงมุมสีทองซึ่งปิดตั้งแต่ไหล่ไปถึงช่วงอก ภายใต้มืออันเรียวงามที่สวมถุงมือไหมนั้นถือไว้ด้วยสิ่งของบางอย่างซึ่งหากดูตามรูปร่างแล้วน่าจะเป็นไม้เท้า โดยตัวไม้เท้านั้นมีความยาวราว 45 ซม. และที่อยู่ส่วนหัวสุดนั้นมีวัตุทรงกลมสีดำลอยอยู่

ชื่อของเธอนั้นโมมอนกะไม่มีทางลืมไปได้

อัลเบโด ผู้ดูแลเหล่าฟลอร์การ์เดี้ยนของมหาสุสานแห่งนาซาริก เธอคือ NPC ที่คอยควบคุมการ์เดี้ยนทั้งเจ็ดชั้น นั่นหมายความว่าเธอมีตำแหน่งสูงที่สุดในหมู่ NPC ของมหาสุสานแห่งนาซาริกแห่งนี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเธอจึงได้รับอนุญาตให้อยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้

โมมอนกะมองไปยังอัลเบโดด้วยสายตาอันแหลมคม และอดประหลาดใจไม่ได้

“ผมรู้ว่าเธอมีไอเทมระดับเลเจนดารี่อันนึงนะ แล้วทำไมตอนนี้ถึงมีสองได้ละ?”

ทั่วทั้งอิกดราซิลไอเทมระดับเลเจนดารี่มีเพียง 200 ชิ้นเท่านั้น

โดยแต่ละชิ้นจะมีความสามารถที่เป็นเอกเทศ บางชิ้นมีพลังเพียงพอที่จะทำลายสมดุลของเกมได้เลย แน่นอนว่าไม่ใช้ไอเทมระดับเลเจนดารี่ทุกชิ้นจะมีความสามารถเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามหากผู้เล่นสามารถครอบครองไอเทมระดับเลเจนดารี่ได้ละก็ ชื่อเสียงของเขาในอิกดราซิลก็จะพุ่งทะยานสู่ระดับต้นๆได้เลย

Ainz Ooal Gown นั้นครอบครองไอเทมระดับนั้นไว้ทั้งหมดสิบเอ็ดชิ้น ทำให้กิลล์นี้ครอบครองไอเทมระดับเลเจนดารี่มากที่สุดนั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับกิลล์อื่นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับแต่ละกิลล์ซึ่งมีเพียงสามเท่านั้น

ด้วยการเห็นพ้องจากสมาชิกกิลล์ โมมอนกะได้ครอบครองไอเทมสุดยอดนี้ชิ้นหนึ่ง ที่เหลือนั้นกระจัดกระจายอยู่ภายในนาซาริกแห่งนี้ โดยส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของห้องสมบัติโดยมีการป้องกันจากอวาตาร์

มีเหตุผลเดียวที่อัลเบโดนั้นถือครองสมบัติลับนี้โดยโมมอนกะไม่รู้นั่นคือมันถูกส่งมอบให้เธอถูกสมาชิกกิลล์ที่สร่างเธอขึ้นมา

Ainz Ooal Gown นั้นเป็นกิลล์ที่ตัดสินโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ การที่ใครสักคนเคลื่อนย้ายสมบัติที่ทุกคนช่วยกันรวบรวมมานั้นเป็นสิ่งต้องห้าม

จากความไม่พอใจเล็กน้อยนี้ทำให้โมมอนกะคิดจะเอาไอเทมนั้นกลับคืน

แต่ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เมื่อคิดได้ว่าเพื่อนสมาชิดนั้นให้ความสำคัญต่ออัลเบโดเพียงใด ทำให้เขาก็ทำเป็นไม่รับรู้เรื่องนี้ไปเสีย

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ”

เมื่อมาถึงขั้นบันไดที่นำไปสู่บัลลังก์ โมมอนกะออกคำสั่งอย่างจริงจังต่อเซบาสเตียน และสมาชิกกลุ่มดาวลูกไก่ให้เลิกติดตามเขา

ทันทีที่ก้าวขึ้นบันไดไปสักพัก เขาสังเกตว่าเสียงฝีเท้ายังติดตามเขาอยู่เบื้องหลัง โมมอนกะอดไม่ได้ที่จะฝืนยิ้มออกมา แน่นอนว่าสีหน้าที่หัวกะโหลกนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

NPC จะไม่เข้าใจคำสั่งที่นอกเหนือจากที่ลงโปรแกรมไว้ตอนแรก ดังนั้นจึงต้องมีคำสั่งเฉพาะเจาะจงในการที่จะให้ NPC ทำตามคำสั่ง จากที่ลืมความจริงเหล่านี้ โมมอนกะถึงนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ออกคำสั่งกับ NPC มานานมากแล้ว

หลังจากที่สมาขิกกิลล์จากไป โมมอนกะก็ออกล่า และรวบรวมทุนทรัพย์เพียงลำพังเพื่อที่จะรักษานาซาริกเอาไว้ เขาไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้เล่นคนอื่นๆเลย ถึงขนาดพยามหลีกเลี่ยงเสียด้วยซ้ำ เขายังหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตรายที่สมาชิกกิลล์เคยใช้บ่อยๆด้วย

วันแล้ววันเล่าเขายังคงหาเงินอย่างสม่ำเสมอ และนำมันไปใส่ในห้องสมบัติจนกว่าจะล๊อกเอาท์ ทำให้ไม่มีเวลาติดต่อกับ NPC เลย

“Standby”

เสียงฝีเท้าหยุดลง

หลังจากที่โมมอนกะออกคำสั่งที่ถูกต้อง เขาก็ได้มาถึงบัลลังก์ที่อยู่ตรงหน้า

โมมอนกะจ้องไปที่อัลเบโดที่อยู่ข้างเขาอย่างไม่ปิดบัง เวลาที่ผ่านมาน้อยครั้งที่เขาจะมายังห้องนี้ใน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษมาก่อน

“ชักสงสัยแล้วสิว่าเธอถูกออกแบบมายังไงนะ”

สิ่งเดียวที่โมมอนกะจดจำเกี่ยวกับอัลเบโดได้คือตำแหน่งผู้ดูแลของฟลอร์การ์เดี้ยน และเรื่องที่เธอมีลำดับขั้นสูงสุดในหมู่ NPC ประจำมหาสุสานแห่งนาซาริกนี้

ด้วยความสงสัยโมมอนกะเปิดส่วนควบคุมแล้วตรวจสอบไปที่ส่วนรายละเอียดของอัลเบโด

แถบข้อความที่เรียงตัวกันแน่นทะลักออกมาให้เห็น ความยาวของมันเทียบได้กับบทกวีระดับมหากาพย์เลยทีเดียว ดูเหมือนว่าหากเขาอ่านมันอย่างละเอียดคงกินเวลาจนเซิร์ฟเวอร์ปิดตัวเลยก็เป็นได้

ด้วยความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในดงกับระเบิด ใบหน้าที่อยู่นิ่งของโมมอนกะก็เริ่มสั่นไหว

ในห้วงลึกความคิดของเขาตอนนี้อยากตะโกนด่าทอตัวเองเหลือเกินที่ลืมไปว่าสมาชิกที่ออกแบบอัลเบโดนั้นเป็นคนที่ละเอียดลอออย่างยากที่จะหาใครเหมือน

แต่ในเมื่อเริ่มอ่านไปแล้วเขาก็ต้องอ่านให้จบ โดยการให้ความสนใจเฉพาะส่วนสำคัญ เขาก็มองผ่านกำแพงตัวอักษรไปได้ในพริบตา

หลังข้ามข้อความที่ยาวเหยียด ท้ายที่สุดโมมอนกะก็อ่านจนถึงส่วนสุดท้าย แต่เมื่อเขาอ่านส่วนที่เขียนลงไป ความคิดที่โลดเล่นอยู่ก็หยุดชะงักในทันที

‘นี่เธอเป็นพวกนิมโฟงั้นเรอะ’

เขาไม่รู้จะว่าอย่างไรเลย
“...หือ? นี่มันเหี้-ยอะไรเนี่ย”

โมมอนกะอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเสียงดัง ด้วยความสงสัย เขาอ่านข้อความซ้ำอีกหลายรอบแต่มันก็ยังเป็นประโยคเดิม แม้จะพยายามใคร่ครวญหลายเหตุผล แต่สุดท้ายเข้าก็ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นไปได้

“นิมโฟ.....งั้นก็หมายความว่าเธอเป็นพวกมีความต้องการสูงสินะ?”

สมาชิกทั้งสี่สิบเอ็ดคนในกิลล์แต่ละคนมีหน้าที่ตั้งค่า NPC อย่างน้อยคนละหนึ่ง
เป็นไปได้หรือที่หนึ่งในนั้นจะตั้งค่าแบบนี้กับตัวละครของเขา? โมมอนกะอดจะงุนงงเสียไม่ได้ บางทีเขาอาจเจอความหมายอื่นที่ซ่อนอยู่หากเขาอ่านข้อความทั้งหมดอย่างละเอียด

“อา เขามันพวกคลั่งไคล้ตัวละครที่มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างมากด้วยสิ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ.....”

‘ถึงอย่างนั้นนี่มันไม่ล้ำเส้นเกินไปหน่อยหรือ’

NPV ทั้งหมดที่สร้างโดยสมาชิกนั้นนับเป็นมรดกของกิลล์ โมมอนกะรู้สึกสิ้นหวังกับอัลเบโดขึ้นมา ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดเหนือ NPC ทั้งหมดกลับถูกตั้งค่าแบบนี้

“อืมมมม.....”

จะเป็นไรไหมถ้าเขาจะแก้ไข NPC ของสมาชิกกิลล์ที่ถูกสร้างด้วยความรัก หลังจากไตร่ตรองสักครู่ โมมอนกะก็ได้ข้อสรุปออกมา

“เอาละมาเปลี่ยนมันกันดีกว่า”
ตอนนี้เขาก็มีอาวุธประจำกิลล์มาครอบครองแล้ว เขาคือนายที่แท้จริงแห่งกิลล์ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่เป็นไรที่เขาจะใช้สิทธิพิเศษสักหน่อย ความลังเลในใจโมมอนกะหายไปด้วยตรรกกะที่ไม่สมเหตุสมผลว่าเขาควรจะแก้ไขความผิดพลาดของสมาชิกกิลล์

โมมอนกะยืดแขนที่ถือไม้เท้าออกมา โดยปกติแล้วเขาต้องใช้เครื่องมือตรวจแก้ในการปรับเปลี่ยนการตั้งค่า แต่เนื่องจากตอนนี้เขาใช้สิทธิของกิลล์มาสเตอร์ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้โดยตรง โดยการจัดการกับแผงควบคุมเขาได้ลบข้อความนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว

“ถือว่าใช้ได้สำหรับตอนนี้”

ขณะมองไปยังส่วนของการตั้งค่าที่ว่างอยู่ เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น

‘บางทีเราน่าจะใส่ข้อความสักอย่างลงไป...’

“นี่มันบ้าไปแล้ว”

โมมมอนอดขบขันไปกับความคิดที่ผุดขึ้นมานี้ไม่ได้ เขาพิมพ์ส่วนแป้นพิมพ์ประโยคหนึ่ง

[เธอตกหลุมรักโมมอนกะ]

“ว๊าว นี่มันอ่าอายนะเนี่ย”

โมมอนกะเอามือมาปิดบังใบหน้า พร้อมความรู้สึกเขินอายอย่างที่สุดกับสิ่งทำลงไป มันเหมือนกับการเขียนโปรแกรมสร้างแฟนสาวในอุดคติตามแบบหนังรักเลย ถึงจะอยากแก้มันในตอนแรก แต่เขาก็ตกลงใจที่จะปล่อยไว้เช่นนี้ อย่างไรเสียวันนี้ก็เกมก็จะปิดตัวแล้ว และความรู้สึกเขินอายนี้ก็จะจางหายไป สุดท้ายเขาส่วนที่เขาลบ และใส่เพิ่มเข้าไปนั้นมีความยาวเท่ากัน ถ้ามันมีช่องว่างหลงเหลือละก็ โมมอนกะคงรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แน่ๆ

ร่างที่นั่งบนบัลลังก์นั้นมีทั้งความรู้สึกเขินอาย และพึงพอใจผสมปนเปกันไป โมมอนกะมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นเซบาสเตียนกับเหล่าเมดนั้นยืนนิ่งอยู่ แม้จะอยู่ในละแวกเดียวกันแต่มันก็ยังให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว

‘รู้สึกว่าจะมีคำสั่งแบบนี้ด้วยนะ’

โมมอนกะนึกได้ถึงคำสั่งที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน เขายื่นมือไปเบื้องหน้าแล้วค่อยๆเคลื่อนมือลง

“Kneel”
อัลเบโด, เซบาสเตียน และกลุ่มดาวลูกไก่ ต่างคุกเข่าคำนับอย่างพร้อมเพรียง

ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

โมมอนกะมือซ้ายขึ้นเพื่อดูเวลา

23:55:48

ทันสำหรับช่วงเวลาสุดท้าย

บางที GM คงเริ่มออกอากาศ และมีการจุดผลุด้านนอกแล้ว แต่การนั่งอยู่ในนี้แล้วรำลึกความหลัง โดยตัดขาดจากโลกภายนอกโมมอนกะไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ่นบ้าง

โมมอนกะเอนหลังบนบัลลังก์ แล้วค่อยๆมองขึ้นไปยังเพดานด้านบน

เมื่อคำนึงถึงว่าที่แห่งนี้คือฐานในตำนานที่ทำลายกองกำลังอันยิ่งใหญ่ลงได้ในอดีต โมมอนกะคิดว่าบางทีอาจมีผู้เล่นบางคนอาจลองพยายามที่พิชิตนาซาริกในวันสุดท้ายนี้

เขารอคอยการท้าทายครั้งสุดท้ายในฐานกิลล์มาสเตอร์

แม้ว่าเขาจะส่งอีเมลล์ถึงอดีตพรรคพวกแต่เกือบทั้วหมดไม่มีใครโผล่มาให้เห็น

เขารอคอยที่จะต้อนรับเหล่าสหายเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะกิลล์มาสเตอร์

ตอนนี้เราเป็นเพียงเศษซากความรุ่งโรจนของอดีต

โมมอนกะคิดจากห้วงลึกของจิตใจ

กิลล์ตอนนี้เหลือเพียงเปลือกที่ห่อหุ้ม แต่เขาก็ยังมีช่วงเวลาอันยาวนานที่ยอดเยี่ยม

ดวงตาของเขามองไปยังผืนธงขนาดใหญ่ที่แขวนบนเพดาน จำนวนทั้งหมดมีสี่สิบเอ็ดผืน ธงหนึ่งผืนสำหรับสมาชิกกิลล์แต่ละคน โดยแต่ละผืนนั้นถูกออกแบบตามแต่สมาชิกต้องการ โมมอนกะยกนิ้วซึ่งไร้ผิวหนังห่อหุ้มชี้ไปยังธงผืนหนึ่ง

“ผม”

จากนั้นเขาก็เลื่อนนิ้วไปยังธงผืนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นของสมาชิกคนหนึ่งของ Ainz Ooal Gown ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าเป็นของหนึ่งในผู้ล่นที่แข็งแกร่งที่สุดของอิกดราซิล ผู้ร่วมก่อตั้งกิลล์ และเคยติดอันดับ “หนึ่งในเก้า” ผู้เล่นที่เก่งที่สุด
“Touch Me”

เสร็จแล้วเขาก็ลากนิ้วไปยังธงผืนถัดไป ที่เจ้าของเป็นศาสตรจารย์มหาวิทยาลัยในโลกจริง และยังเป็นคนที่อายุมากที่สุดใน Ainz Ooal Gown

“ชิ-จูเทน ซูซากุ”

จากนั้นเขาก็ค่อยๆเคลื่อนนิ้วเร็วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นิ้วชี้ไปยังธงของสมาชิกหญิงหนึ่งในสามคนของ Ainz Ooal Gown

“อาซุกิโมจิ”

โมมอนกะค่อยเอ่ยนามเจ้าของธงแต่ละคนอย่างไหลลื่น

“เมโรเมโระ, เพโรรอนติโน, Simmering Teapot, Tabula Smaragdina, ทาเคะมิคาซูจิ, Variable Talisman, เกนจิโร่, ……”

การจำรายชื่อสมาชิกทั้ง 40 คนนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับโมมอนกะ

นามของเพื่อนแต่ละคนถูกสลักไว้ในห้วงลึกภายในตัว

โมมอนกะเอนหลังกลับไปที่อย่างอ่อนเพลีย

“ใช่แล้ว ช่วงนั้นมันสนุกจริงๆ”

ช่วงต้นเดือนที่เงินเดือนออก โมมอนกะจะใช้จ่ายราวหนึ่งในสามของเงินเดือนไปกับการซื้อของในเกม ไม่ใช่ว่ารายได้ของเขาเยอะมากอะไร แต่เพราะเขาไม่ได้มีความสนใจอย่างอื่นอีก เขาเลยใข้จ่ายส่วนใหญ่ไปกับอิกดราซิล

ในเกมมีระบบที่ผู้เล่นจะจ่ายเงินเพื่อเล่นล๊อตเตอรี่ชิงแรร์ไอเทม และโมมอนกะก็ลงเงินส่วนใหญ่ไปในการเสี่ยงโชคนี้ หลังจากทุ่มเงินไปเป็นจำนวนมาก เขาก็มีแรร์ไอเทมหลากหลายชนิด แต่เมื่อได้ยินว่าสมาชิกกิลล์คนหนึ่งชนะรางวัลด้วยเงินจากค่าอาหารกลางวันเท่านั้น โมมมอนกะจะถูกครอบงำด้วยความอิจฉาจนเห็นได้ชัด

เนื่องจากสมาชิกของ Ainz Ooal Gown เป็นคนที่งานทำ และไม่ได้ปลีกตัวจากสังคม ทุกคนจึงมีเงินในการซื้อของในเกมด้วยเงินสด แต่โมมอนกะนั้นข้ามขอบเขตนั้นอยู่ในอีกระดับหนึ่ง

เขาเสพย์ติดเกมนี้มาก การได้ออกผจญภัยนั้นก็สนุกอยู่หรอก แต่การได้เที่ยวเต็ดเตร่ไปกับเพื่อนๆอย่างเสรีนั้นจึงจะเป็นคามสุขอย่างที่สุด

สำหรับโมมอนกะที่ไม่มีเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวเหลือในโลกแห่งความจริงแล้ว ความทรงจำในช่วงเวลาที่เขาใช้ไปกับเพื่อนๆ Ainz Ooal Gown นั้นคือทั้งหมดที่เขามี

และวันนี้กิลล์กำลังจะหายไป

ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความเศร้า เสียใจ เขาก็ถึงกับกำไมม้เท้าในมือไว้แน่น โมมมอนกะก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป เขาไม่มีกำลังทรัพย์ หรือเส้นสายที่จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดนี้ได้ เขาทำได้เพียงรอคอยอย่างสงบจนกว่าเวลาจะหมดลงเหมือนผู้เล่นทั่วไปในเซิร์ฟเวอร์

นาฬิกาบอกเวลาได้ 23:57 และเซิร์ฟเวอร์จะปิดตัวในเวลา 0:00

เวลากำลังจะหมดลง โลกจำลองแห่งนี้กำลังจะสิ้นสุด และเขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตเช่นทุกวัน
เป็นที่แน่ชัดว่าคนเราไม่สารถใช้ชีวิตในโลกจำลองได้ ทุกคนต้องจากไปไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง

พรุ่งนี้เขาก็จะต้องตื่นตอน ตี 4 ดังนั้นเขาต้องรีบนอนทันทีหลังเซิร์ฟเวอร์ปิดตัว เพื่อจะไม่ให้ส่งผลต่อการทำงานในวันรุ่งขึ้น

23:59:35,

36,

37…

โมมอนกะค่อยนับเวลาเป็นวินาที

23:59:48,

49,

50...

โมมอนกะหลับตาลง

23:59:58,

59—

ตามนาฬิกาเหลือเวลาอีกหนึ่งวินาที เขารอคอยช่วงเวลาสิ้นสุดของโลกจินตนาการแห่งนี้
และช่วงเวลาที่เขาจะถูกบังคับล๊อกเอาท์

0:00:00…

1,

2,

3…

“……หือ?”

โมมอนกะลืมตาขึ้น

เขายังไม่ได้กลับสู่ห้องที่คุ้นเคย ตอนนี้เขายังนั่งอยู่ในท้องพระโรงของอิกดราซิล

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

เวลาก็ถูกต้องแล้ว ตอนนี้เขาควรถูกบังคับล๊อกเอาท์จากที่เซิร์ฟเวอร์ปิดตัวถึงจะถูก

0:00:38

มันเลยเวลาที่ประกาศไว้แล้ว เว้นเสียว่าจะมีความผิดพลาดของระบบ แต่มันไม่น่าที่จะเกิดขึ้นได้

โมมอนกะมองไปรอบๆอย่างสับสน และพยายาหาคำอธิบาย
“ทางบริษัทปิดระบบล่าช้า? หรือว่าจะมีการยืดเวลาการปิดตัวออกไปเพราะยังไม่สามารถปิดเซิร์ฟเวอร์ได้?”

คำอธิบายหลายอย่างเกิดขึ้นในห้วงความคิด แต่ไม่มีอันไหนที่ดูจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องได้เลย

อันที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือเกิดความล่าช้าในการปิดเซิร์ฟเวอร์เนื่องจากความผิดพลาดของระบบ

ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ทาง GM ก็ควรออกแถลงการณ์ได้แล้ว โมมอนกะรีบค้นหาข่าวสารเกี่ยวกับการปิดระบบในห้องสนทนา แต่ก็ต้องหยุดลงในทันที

หน้าจอควบคุมมันหายไป

“เชรี่-ยอะไร….?”

แม้โมมอนกะจะรู้สึกสับสน วิตกกังวล เขาก็ยังคงอดประหลาดใจไม่ได้ในความเยือกเย็นของตัวเอง เขาพยายามที่เรียกใช้ระบบปฎิบัติการต่างๆในเกม:  Forced System Access, Chat, Call GM, Log Out และอื่นๆ

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับว่าเขาถูกลบออกไปจากระบบ

“….นี่มันเกิดเหี้-ยอะไรขึ้นเนี่ย?”

เขาตวาดเสียงดังกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง ก่อนที่เสียงสะท้อนทั้งหลายจะค่อยหาไป

สำหรับเรื่องที่เกิดในวันสุดท้ายอย่างนี้ วันที่ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะจบลง เป็นไปได้ไหมที่ผู้พัฒนาเกมจะหลอกทุกคน?

เสียงของโมมอะนกะเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และเขารู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถพบจุดจบอันสมเกียรติ

อันที่จริงมันไม่ควรมีการตอบสนองต่อการอุทานอันเกรี้ยวกราดของเขา

แต่ทว่า

“เป็นอะไรไหมคะ ท่านโมมอนกะ?”

เป็นครั้งแรกที่โมมอนกะได้ยินเสียงของหญิงสาวที่ไพเราะเช่นนี้

แม้ว่ายังสะเทือนใจอยู่ โมมอนกะเริ่มมองหาต้นกำเนิดของเสียงนั้น และเมื่อเขาพบว่าเจ้าของเสียงคือใคร เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

ที่มาของเสียงนั้นมาจาก NPC เจ้าของเสียงคือ อัลเบโด



Part 3

ทางตอนใต้ของเทือกเขาอเซลเลริเซีย บริเวณรอยต่อระหว่างจักรวรรดิบาฮารูท และราชอาณาจักรแห่งรี-เอซไทซ์ ที่แห่งนี้ปกคลุมด้วยทะเลป่า ซึ่งถูกเรียกว่า ‘มหาพนาแห่งโทว์’ และตรงชายขอบของป่าแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านคาร์นี

ด้วยประชากรราว 120 คน ซึ่งเป็น 25 ครัวเรือน สำหรับหมู่บ้านชายแดนของราชอาณาจักรแห่งรี-เอซไทซ์จำนวนประชากรเท่านี้นับว่าผิดปกติ

หมู่บ้านแห่งนี้ดำรงชีพด้วยการหาของป่า และการเพาะปลูก เนื่องจากพวกเขาแทบไม่มีผู้มาสัญจรแวะเวียนยังที่แห่งนี้นอกจากหมอที่เข้าหาสมุนไพร และเจ้าหน้าที่ซึ่งมาเก็บภาษีปีละครั้ง ทำให้เหมือนกับว่าเวลาของหมู่บ้านแห่งนี้ถูกหยูดเอาไว้

ชาวบ้านนั้นจะวุ่นวายตั้งแต่ยามตื่นเมื่ออาทิตย์ขึ้น เนื่องจากไม่มีแสงเวทย์  [แสงนิรัลดร] ทำให้พวกเขาต้องทำงานตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นจนตก นี่คือการใช้ชีวิตของพวกเขา

กิจวัตรอย่างแรกที่ เอ็นริ เอ็มมอทท์ ต้องทำทุกเช้าคือการไปตักน้ำยังบ่อน้ำที่อยู่ใกล้เคียง การตักน้ำเป็นงานของเด็กสาว และเมื่อถังเก็บน้ำของครอบครัวเต็มแล้ว งานแรกของเธอก็เป็นอันเสร็จสิ้น ช่วงเวลานี้แม่ของเธอจะเตรียมอาหารเช้า และครอบครัวก็จะมาทานอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้า

อาหารเช้านั้นประกอบด้วยข้าวสาลีต้มกับข้าวบาร์เลย์ หรือไม่ก็เป็นข้าวสาลีต้มกับนม ทานคู่กับผัดผัก บางครั้งก็อาจจะมีผลไม้ด้วย หลังมื้ออาหารกับพ่อแม่ น้องสาววัย 10 ขวบ ก็จะไปยังป่าเพื่อหาไม้สำหรับทำฟืน หรือไม่ก็ช่วยทำงานในไร่ จนระฆังบริเวณกลางหมู่บ้านดังขึ้นตอนบ่าย ทุกคนก็จะมาพักแถวลานกว้างเพื่อทานอาหารกลางวันร่วมกัน

สำหรับอาหารกลางวันจะเป็นขนมปังดำที่ทำทิ้งไว้กับซุปเนื้อบด
หลังจากนั้นทุกคนก็จะแยกย้านกันไปทำงานในไร่กันต่อจนพระอาทิตย์ตกจึงค่อยกลับบ้านไปทานมื้อเย็น

ในส่วนอาหารเย็นก็เหมือนอาหารกลางวัน คือ เป็นขนมปังดำกินกับซุปถั่ว ถ้ามีชาวบ้านล่าสัตว์มาได้ ก็จะมีเนื้อสำหรับท่านร่วมด้วย หลังอาหารเย็นทุกคนก็จะใช้ไฟจากห้องครัว ในการซ่อมแซมเสื้อผ้าพร้อมพูดคุยสัพเพเหระกันอย่างมีความสุข

จากนั้นเมื่อถึงเวลา 8 นาฬิกาก็ได้เวลาเข้านอน
เอ็นริ เอ็มมอทท์ตอนนี้อายุ 16 ปีแล้ว ซึ่งตลอดมาเธอไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลย เธออดสงสัยไม่ได้ว่าวันเวลาของเธอจะผ่านไปเช่นนี้ไปตลอดอย่างนั้นหรือ ?

วันนี้ก็เหมือนวันอื่นๆ เอ็นริลุกจากเตียง และออกไปตักน้ำที่บ่อ
โดยปกติเธอต้องไปกลับ 3 รอบเพื่อที่จะตักน้ำให้เต็มถึงน้ำขนาดใหญ่ของที่บ้าน

“โยชชึ”
เอ็นริถกแขนสื้อขึ้นเผยให้เห็นผิวขาวที่ไม่โดนแดดมากนัก การทำงานในไร่ทำให้แขนเธอกระชับแต่ก็ดูกำยำ

แม้ว่าเหยือกใส่น้ำจะหนัก เอ็นริก็ถือได้อย่างง่ายดาย
ถ้าน้ำในเหยือกยังปริ่มๆอยู่ จำนวนรอบที่เธอใช้ก็จะลดลงซึ่งก็ช่วยให้งานเธอเสร็จเร็วขึ้นด้วย จริงไหมล่ะ ?
แต่มันก็ต้องไม่หนักเกินเธอจะยกไหวด้วย เอ็นริคิดขึ้นมาขณะกำลังเดินทางกลับบ้าน ระหว่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงที่เบื้องหน้าซึ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น พร้อมความรู้สึกหวาดกลัวที่ผุดขึ้นมา

เสียงที่เธอได้ยินเป็นเสียงของไม้กำลังล้ม และตามมาด้วย----------
“เสียงกรีดร้อง--------?”

เสียงนั้นเหมือนเสียงร้องของนกที่ถูกระคอ แน่นอนว่านั่นต้องไม่ใช่เสียงนกแน่นอน เอ็นริอดไม่ได้ที่จะสั่นกลัว เธอไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น นี่ต้องเป็นแค่สิ่งที่เธอเพ้อฝันมาเองไม่มีทางที่จะเป็นเสียงร้องของคนไปได้ ภาพที่เลวร้ายต่างๆผุดขึ้นมาในหัวของเธอ

เธอต้องรีบแล้ว เพราะเสียงนั่นมาจากทิศทางที่ครอบครัวเธออยู่
เธอขว้างเหยือกน้ำทิ้ง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะวิ่งไปพร้อมแบกของที่หนักอย่างนี้ไปด้วย

ถึงเธอจะสะดุดกระโปรงหลายรอบแต่เธอก็ทรงตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เสียงนั่นดังขึ้นอีกแล้ว
ต้องเป็นของคนแน่นอนไม่มีทางพลาดไปได้
เธอยังคงวิ่ง วิ่ง และวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
ไม่เคยเลยซักครั้งที่เธอวิ่งได้เร็วขนาดนี้ และเธอก็จะวิ่งต่อไปจนกว่าจะล้มเอง

เสียงร้องของม้า ม้าเสียงกรีดร้อง และเสียงตะโกนของผู้คน
ทุกสิ่งดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เบื้องหน้าของเอ็นริเมื่อมองจากที่ห่างไกล เธอเห็นคนแปลกหน้าในชุดเกราะเต็มยศชี้ดาบไปที่ชาวบ้าน
ที่พื้นมีมีชาวบ้านคนหนึ่งถูกแทงคนอยู่
“คุณโมริจินะ....”

ในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ชาวบ้านทุกคนก็เหมือนคนในครอบครัว ดังนั้นเอ็นริจึงจำร่างของชาวบ้านที่ถูกฆ่าได้ทันทีที่เห็น

แม้บางทีเขาจะทำตัวน่ารำคาญ แต่เขาก็เป็นคนดี และไม่น่ามาตายแบบนี้
เธอหยุดที่จะนึกต่อ และขบริมฝีกปากก่อนจะเคลื่อนไปข้างหน้าต่อ

ระยะทางสั้นๆจากบ่อน้ำตอนนี้ดูห่างไกลเหมือนไม่มีสิ้นสุด สายลมพัดพาเสียงตะโกน สาปแช่งลอยเข้าหูของเธอเป็นระยะ ในท้ายที่สุดเธอก็มองเห็นบ้านอยู่ตรงหน้า

“คุณพ่อ! คุณแม่! นิมุ!”
ขณะเธอตะโกนเรียกหาสมาชิกในครอบครัว เอ็นริเปิดประตูเข้าไปพบกับใบหน้าที่หวาดกลัวครอบครัวของเธอที่ตัวแข็งอยู่กับที่ อย่างไรก็ตามเมื่อเอ็นริเข้าผ่านประตูเข้ามาสีหน้าของทุกคนก็ดูผ่อนคลายลง
“เอ็นริ! ปลอดภัยนะลูก!”
มือที่ทรงพลังจากการทำงานหนักในไร่ของพ่อเอ็นริคว้าตัวเธอในทันที
“อา เอ็นริ....”
แม่ของเธอเข้ามาสวมกอดอย่างอบอุ่น
“เยี่ยมมาก ตอนนี้เอ็นริกลับมาแล้ว พวกเรารีบหนีกันเถอะ”
สถานการณ์ตอนนี้ของครอบครัวเอ็มมอทท์กำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ เนื่องจากพวกเขากังวลอย่างมากเมื่อเอ็นริยังไม่กลับบ้านทำให้พลาดโอกาสที่จะหลบหนี อันตรายพร้อมจะเกิดกับพวกเขาได้ทุกเมื่อ


ยังไม่ทันไรความกลัวของพวกเขาก็เป็นความจริง
ทันทีที่พวกเขาจะหนี เงาร่างหนึ่งได้พาดผ่านระตูทางเข้า
ภายใต้แสงที่สาดส่องเข้ามา ชายในชุดเกราะซึ่งมีสัญลักษณ์ของจักรวรรดิบาฮารูท ในมือของเขาถือดาบที่ยังอยู่ไว้
จักรวรรดิบาฮารูทนั้นอยู่ระหว่างสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างราชอาณาจักรแห่งรี-เอซไทซ์ แต่การรุกรานจะเกิดที่บริเวณใกล้กับเมืองปราการอย่างเอ เรนเทลเท่านั้น ไม่เคยเลยท่จะลามมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้

ความสงบสุขของหมู่บ้านถูกทำลายลง
บริเวณช่องว่างของหมวกเหล็กนั้นให้ความรู้เหมือนสายตาอันเย็นชากำลังจ้องมองนับจำนวนสมาชิกครอบครัวของเอ็นริ
เมื่อจ้องไปยังดวงตาคู่นั้นเอ็นริรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
อัศวินจับไปยังด้ามดาบ เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดส่งผ่านมาจากการจับดาบของเขา
ทันทีที่เขาจะก้าวเข้ามาในบ้าน--------

“ฮึ่ยยยย!”

“เอ๋!”

----พ่อของเธอโถตัวเข้าใส่ร่างอัศวินทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากบริเวณประตู

“หนีไป”
“มึง!”
ที่หน้าพ่อของเธอตอนนี้ถูกชโลมด้วยโลหิตซึ่งเกิดจากแรงกระแทก

พ่อของเธอ และอัศวินต่างสู้กันบนพื้น อัศวินได้กดคมมีดของพ่อเธอลง ขณะเดียวกันพ่อของเธอก็หยุดดาบอัศวินไว้
หัวสมองของเอ็นริขาวโพลนไปหมดเมื่อเห็นภาพของเลือดที่ทะลักออกมาจากพ่อของเธอ  เธอรู้ว่าจะทำอย่างไรดีระหว่างเข้าไปช่วยพ่อ หรือรีบหนีไปจากที่แห่งนี้

“เอ็นริ! นิมุ!”
เสียงแม่ตะโกนเรียกทำให้เธอกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เอ็นริเห็นแม่กำลังเขย่าหัวเธอด้วยใบหน้าที่บิวเบี้ยว
แม้จะยังลังเล สับสน เอ็นริรีบคว้าแขนน้องสาวแล้วออกวิ่งเข้าป่าในทันที

เสียงร้องของม้า เสียงตะโกนด่าทอ เสียงโลหะกระทบกัน และกลิ่นเหม็นไหม้
เหตุการณ์เหล่านี้พาดผ่านโสตประสาท และนาสิกของเอ็นริทุกๆส่วนของหมู่บ้านที่เธอผ่าน พวกมันมาจากไหนกัน? เอ็นริพยายามหาคำตอบขณะยังคงวิ่งฝ่าออกไป วิ่งไปจนกว่าจะหมดแรง หรือหาที่ซ่อนตรงมุมบ้าน เสียงหัวใจที่เต้นถี่ และแรงไม่ได้มาจากความเนื่อยล้าที่เกิดจากว่งเท่านั้น แต่ยังมาจากความกลัวที่ได้คุกคามเข้าหาตัวเธอทั้งร่างกาย และจิตใจ สิ่งเดียวที่เป็นแรงขับดันเธอให้ยังวิ่งต่อไปคือ มือเล็กๆที่กำลังกุมมือเธออยู่
---------ชิวิตของน้องสาว

แม่ของเธอที่วิ่งนำหน้าอยู่พลันหยุดที่หัวมุม และหันกลับมา เธอวิ่งย้อนกลับไปยังทางเดิมพร้อมส่งสัญญาณให้เอ็นริวิ่งไปอีกทาง
รับรู้ถึงความคิดของแม่ เอ็นริขบริมฝีปากไว้แน่น พร้อมกับกลั้นน้ำตาที่กำลังหลั่งออกมาไว้ เธอจับมือของน้องสาว และวิ่งต่อไปเพื่อให้ออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วขึ้นสักวินาทีก็ยังดี ด้วยความกลัวกับภาพที่จะเห็นในที่แห่งนี้

“เป็นอะไรไหมคะ ท่านโมมอนกะ?””
อัลเบโดทวนคำถามอีกครั้ง ซึ่งโมมอนกะก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี เพราะสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นประดังเข้ามาพร้อมกันจำนวนมากให้ในหัวของเขาตอนนี้ขาวโพลนไปหมด
“ขอโทษนะ”
โมมอนกะได้แต่ยืนขึ้น และเผชิญหน้ากับอัลเบโดอย่างงงงวย
“มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นไหมคะ?”
ใบหน้าอันงดงามของอัลเบโดค่อยมองสำรวจโมมอนกะอย่างถี่ถ้วน กลิ่นหอมได้ลอยเตะจมูกของเขา กลิ่นอันหอมหวลค่อยๆดึงให้โมมอนกะกลับมาเผชิญกับความจริงตรงหน้าอีกครั้ง

“ไม่…ไม่มีอะไรหรอก… ไม่มีจริงๆ”
โมมอนกะไม่ใช่คนประเภทที่จะคุยกับตุ๊กตาอย่างเสมอภาค แต่… หลังจากได้ยินอัลเบโดถามมา เขาก็เผลอตอบไปด้วยคำที่ให้เกียรติอีกฝ่ายไม่ได้ เนื่องจากกริยา และตำพูดของเธอทำให้เขาไม่สามารถเฉยเมยต่อลักษณะที่เหมือนมนุษย์ทั่วไปไม่ได้
แม้โมมอนกะจะเห็นถึงความผิดปกติจากการแสดงออกของอัลเบโดอย่างชัดเจน เขาก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียวคือการก้าวผ่านความตระหนก และหวาดกลัวไปให้ได้ แต่โมมอนกะก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ในขณะที่โมมอนกะกำลังจะกรีดร้องออกมา ความทรงจำเกี่ยวกับสมาชิกคนหนึ่งได้ผ่านเข้ามาในหัว
-----ความสับสนเป็นเหตุแห่งความล่มจมของประเทศ นายต้องควบคุมอารมณ์ให้มั่นคง และใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล เยือกเย็น, วางแผนล่วงหน้า และอย่าเสียเวลาไปนึกเรื่องที่ไม่สำคัญ เข้าใจนะคุณโมมอนกะ

เมื่อนึกได้อย่างนี้โมมอนกะก็เริ่มสงบลง
โมมอนกะรู้สึกขอบคุณขงเบ้งแห่ง Ainz Ooal Gown อย่าง Moe Dress Girl ที่ให้คำแนะนำไว้

“…มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านไหมคะ?”

อัลเบโดเลื่อนใบหน้าอันน่าหลงใหลเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยถาม โมมอนกะรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมที่ออกมาจากตัวเธอ แม้เขาจะจัดการตัวเองให้สงบลงได้ แต่เขาก็เกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ในขณะนั้น
“…ระบบปฏิบัติการที่ใช้เรียก GM ดูจะใช้ไม่ได้ซะด้วยสิ”
เบื้องหน้าดวงตาแบบพัพพีอายของอัลเบโด โมมอนกะก็อดจะตอบคำถาม NPC เสียไม่ได้

ถึงแม้ว่าตลอดช่วงชีวิตของโมมอนกะจะไม่เคยจะมีประสบการณ์เช่นนี้กับสมาชิกเพศตรงข้ามเลย โดยเฉพาะกับบรรยากาศแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าเธอเป็นเพียง NPC แต่จากการทำตัวที่เหมือนกับคนทั่วไป โมมอนกะก็อดไม่ได้ที่จะมีอาการใจเต้นอย่างแรง

แต่เขาก็ข้ามผ่านมันและกลับสู่ความเยือกเย็นได้อีกครั้ง แม้โมมอนกะจะถูกรบกวนด้วยอาการใจเต้นอย่างคาดไม่ถึง เขาก็ยังจำคำอันล้ำค่าของสมาชิกที่ถ่ายทอดมาได้อย่างแม่นยำ

แต่มันจะใช้ได้กับตอนนี้หรือ?

โมมอนกะส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเล็กคิดน้อยแล้ว
“…ต้องขอประทานอภัยที่ดิฉันไม่อาจหาคำตอบให้ท่านโมมอนกะเกี่ยวกับเรื่อง GM ได้ โปรดให้อภัยแก่ดิฉันซึ่งไม่อาจตอบสนองต่อวามคาดหวังแก่ท่านได้ หากมีอะไรที่ดิฉันสามารถใช้แก้ตัวสำหรับความผิดนี้ ดิฉันพร้อมน้อมรับด้วยความยินดี ขอได้โปรดโปรดออกสั่งมาด้วยเถิด”

...พวกเขากำลังคุยกันอยู่ ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน
โมมอนกะตื่นตระเกินกว่าจะส่งเสียงออกมาได้เมื่อคันพบความจริง
เป็นไปไม่ได้ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

NPC สามารถพูดคุยสื่อสารได้ ไม่สิเป็นไปได้ถ้าใช้ระบบเสียงพูดอัตโนมัติเพราะมีเสียงตะโกน และเสียงเชียร์ผู้เล่นดาวน์โหลดมาใช้ได้ แต่การที่ NPC จะโต้ตอบกับผู้เล่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย จนถึงตอนนี้เซบาสเตียนยังแค่เข้าใจคำสั่งง่ายๆเท่านั้นเลย

ถ้าอย่างนั้นแล้วอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้? แล้วนี่มีแค่อัลเบโดที่เปลี่ยนไปใช่ไหม?

พร้อมกับที่โบกมือ โมมอนกะออกคำสั่งให้อัลเบโดถอยห่างออกไป ซึ่งเธอทำตามพร้อมสีหน้าที่แสดงความเสียดายอย่างสุดซึ้ง จากนั้นโมมอนกะได้เบนสายตาไปยังพ่อบ้าน และเมดทั้งหกที่เหลือ

“เซบาสเตียน! เมด!”

“รับทราบ”
ทั้งหมดเงยหน้าขึ้นพร้อมขานรับอย่างพร้อมเพรียง
“มาหน้าบัลลังก์นี่”
“เยส,มายลอร์ด”
เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับทั้งหมดที่ลุกขึ้นเดินมายังหน้าบัลลังก์ และคุกเข่าลงเมื่อมาถึง
เวลานี้มีสองสิ่งที่เด่นชัดออกมา
อย่างแรก แม้ว่าจะไม่ใช้คำสั่งเฉพาะ NPC ก็ยังเข้าใจคำสั่งทั่วไป
อย่างที่สอง อัลเบโดไม่ใช่หนึ่งเดียวที่พูดคุยด้วยได้

อย่างน้อยที่สุด NPC ทั้งหมดที่ท้องพระโรงต่างก็ผิดปกติ
แม้จะรับรู้แล้วโมมอนกะก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกผิดปกติเกี่ยวกับอัลเบโดที่ยืนเคียงข้างเขาอยู่ออกไปได้  เพื่อจะที่ขจัดข้อสงสัยโมมอนกะจ้องไปที่อัลเบโดอย่างพิจารณา
“-----มีอะไรหรือคะ? ดิฉันทำอะไรผิดไปหรือคะ?”

“.....!”
ท้ายที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าอะไรที่ผิดปกติไป เมิอรับรู้ถึงความผิดปกติเขาได้แต่อ้าปากค้างอย่างตกตะลึงโยไม่อาจส่งเสียงเล็ดลอดออกมาได้

ความผิดปกติที่ว่าคือการแสดงสีหน้าที่แตกต่าง ทั้งการขยับปาก ตลอดจนการออกเสียง-----
“…เป็น…ไปได้เหรอ!”
โมมอนกะรีบเอามือจับที่ปาก แล้วลองส่งเสียงออกมา
--------ปากเขาขยับได้

เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปว่าใน DMMORPG นั้นไม่สามารถขยับปาก และออกเสียงได้พร้อมกัน

ลักษณะการแสดงออกของใบหน้านั้นถูกถูกกำหนดไว้แล้ว และถ้านี่เป็นความจริงก็ไม่น่าจะมีการแสดงออกแบบนี้ที่ถูกออกแบบไว้มาก่อน

อีกอย่างหน้าของโมมอนกะนั้นก็เป็นแค่หัวกะโหลกที่ไม่มีทั้งลิ้น และลำคอ เมื่อมองไปที่มือทั้งสองข้างสิ่งที่เห็นคือโครงกระดูกที่ไม่มีผิวหนังห่อหุ้ม เขาไม่มีกระทั่งอวัยวะภายใน หรือปอดเลย แล้วนี่เขาพูดได้อย่างไรกัน?
“เป็นไปไม่ได้...”

ขณะนั้นโมมอนกะรู้สึกว่าสามัญสำนึกที่สั่งสมมาทั้งชิวิตแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆพร้อมกับความไม่สบายใจที่ประดังเข้ามา เขาต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่แผดร้องออกมา แล้วค่อยตั้งสติทำใจให้เย็นลง จากนั้นเมื่อลองทุบไปยังที่พักแขนของบัลลังก์อย่างแรงทุกอย่างเป็นไปตามที่โมมอนกะคะเนไว้ ไม่มีการแสดงผลของการโจมตีออกมาเลย

“…นี่จะเอาไงดี…มีอะไรที่มันเข้าท่าบ้างกับตอนนี้…?”
เมื่อไม่สามรถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ เขาก็เริ่มโกรธที่ไม่มีใครสามารถขอความช่วยเหลือได้
ถ้างั้นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้คือ---การหาเบาะแสเพิ่มเติม
‘---เซบาสเตียน’

เซบาสเตียนเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูซื่อตรงทำให้ยิ่งรู้สึกเหมือนคนจริงๆเข้าไปอีก
การออกคำสั่งคงไม่มีปัญหาใช่ไหม? ถึงตอนนี้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ NPC ทั้งหมดในนี้น่าจะยังภักดีต่อชั้นอยู่? ยังไงทั้งหมดก็เป็น NPC ที่พวกเราทั้งหมดสร้างกันมา
โมมอนกะสลัดความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดจากคำถามที่วนเวียนในหัวออกไป แม้ว่าอัลเบโดจะอยู่ข้างๆ แต่ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สำหรับการสำรวจสถานที่ก็ต้องเป็นเซบาสเตียนคนนี้ นี่คืการตัดสินใจของโมมอนกะ
เมื่อตัดสินใจได้โมมอนกะใช้สายตาที่เหมือนผู้บริหารมองไปยังลูกจ้าง แสดงท่าทางของเจ้านายแล้วออกคำสั่งออกไป:
“ออกจากมหาสุสานแล้วไปสำรวจพื้นที่รอบๆนี้ ถ้าเจออะไรที่เป็นมิตร หรือพอสื่อสารกันได้ให้เชิญกลับมาที่นี่ ให้ใช้การเจรจาให้อีกฝ่ายพอใจ รัศมีการสำรวจคือหนึ่งกิโลเมตร แล้วหลีกเลี่ยงการต่อสู้ถ้าเป็นไปได้”

“น้อมรับบัญชาท่านโมมอนกะ ทุกสิ่งจะเป็นไปตามประสงค์ของท่าน”
ในอิกดราซิลไม่มีทางที่ NPC ซึ่งถูกสร้างมาป้องกันสถานที่เจาะจงไว้จะไม่สามารถออกจากที่แห่งนั้นได้ แต่ตรรกะเหล่านั้นถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
ไม่สิเรื่องนี้จะรู้ก็ต่อเมื่อเซบาสเตียนออกจากมหาสุสานแห่งนาซาริกนี้ไปแล้ว
“พาสมาชิกของหน่วยดาวลูกไก่ไปด้วย ถ้ามีสถานการณ์ที่ต้องล่าถอยให้เอาข่าวกลับมาแจ้งที่นี่”

เมื่อจัดการปัญหาแรกแล้ว
โมมอนกะลองปล่อยไม้เท้าแห่ง Ainz Ooal Gown จากมือ
ไม้เท้าลอยอยู่กลางอากาศแทนที่ร่วงหล่นลงพื้น ราวกับว่ามีใครถือมันอยู่ แม้จะขัดกับหลักฟิสิกส์แต่นี่เป็นสิ่งท่พบทั่วไปในเกม โดยในอิกดราซิลไอเทมที่ลอยในอากาศนั้นไม่ใช่สิ่งที่หาดูได้ยาก
เหล่าวิญญาณที่ออกมาจากไม้เท้าแสดงสีหน้าอันเจ็บปวดได้ลอยมาพันตามือของโมมอนกะซึ่งเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องปกตินักแต่ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าประหลาดใจนัก โมมอนกะเพียงสะบัดนิ้วไล่พวกมันออกไป

โมมอนกะกอดอกแล้วคิดใครครวญ
ขั้นต่อไปก็----
“…ติดต่อกับบริษัทเกม”
จากเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเหล่านี้ผู้เดียวที่จะให้คำตอบได้ก็ต้องเป็นทางบริษัทเกมนั่นเอง
ปัญหาคือวิธีติดต่อ ซึ่งปกติก็สามารถใช้ระบบ [Shout] หรือ [Call GM] เพื่อทำการติดต่ออย่างเร่งด่วนแต่ดูเหมือนวิธีเหล่านี้ไม่สามารถใช้ได้ในตอนนี้

“ข้อความ?”

นั่นคือการส่งข้อความเวทย์ในเกม
ปกติมันจะใช้ได้ในสถานที่เฉพาะ หรือบางสถานการณ์
โดยทั่วไปจะเป็นเช่นนั้นแต่ตอนนี้มันน่าจะใช่ได้ไม่มีปัญหา ขณะที่เวทย์นี้ใช้สำหรับติดต่อผู้เล่นคนอื่น มันก็ใช่ว่าจะติดต่อ GM ด้วยก็ได้

และยิ่งนสถานการณ์ที่ผิดปกติเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรรับรองว่าเวทย์นี้จะได้ผล

“แต่ว่า…”
มันก็คุ้มค่าที่จะลอง

ตัวของโมมอนกะนั้นเป็นสายเวทย์โดยแท้จริง ถ้าเขาไม่สามารถใช้เวทย์ได้ละก็ ไม่ต้องถึงกับเรื่องต่อสู้หรอกแค่การเคลื่อนไหว หรือการรวบรวมข้อมูลที่สำคัญก็จะยากลำบากยิ่งขึ้น ในเหตุกาณ์ที่ทุกอย่างยังไม่เป็นที่ปรากฎชัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะยืนยันให้แน่ใจว่าเวทย์มนตร์สามารถใช้ได้ และต้องพิสูจน์ให้ได้เร็วที่สุด

แล้วอย่างนี้จะมีที่ไหนที่เขาจะทดลองใช้เวทย์ได้บ้าง---โมมอนกะมองไปรอบท้องพระโรงห้องแล้วส่ายหัว
แม้จะอยู่ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ เขาก็ไม่อยากทดลองเวทย์มนตร์ที่ท้องพระโรงแห่งนี้ ระหว่างที่กำลังมองหาสถานที่อยู่นั้น สถานที่แห่งหนึ่งก็ผุดเข้ามา
นอกจากความสามารถของตัวเขาเองแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เขาอยากยืนยัน
นั่นคือสถานภาพของเขา เขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสถานภาพในฐานะผู้นำแห่ง Ainz Ooal Gown ยังคงอยู่
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ---

โมอนกะมองลงไปยังเหล่าเมด และเซบาสเตียนที่คุกเข่าอยู่ จากนั้นจึงหันมามองที่อัลเบโดที่ข้างตัว
ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่ แม้จะอธิบายภาพนี้ได้ว่าเปี่ยมไปด้วยความงาม แต่ก็เหมือนกับรอยยิ้มนี้แอบซ่อนบางสิ่งเอาไว้ซึ่งเขารู้สึกไม่ดีกับมัน

ความภักดีของพวก NPC ยังเหมือนเดิมรึเปล่า? ถ้านี่คือความเป็นจริง หากว่าลูกจ้างเห็นว่าหัวหน้าไม่มีความสามารถนั่นหมายถึงพวกนั้นจะหมดความเชื่อใจในทันที แบบนี้ปฏิกิริยาของ NPC ก็คงเหมือนกันใช่ไหม? หรือว่าพวกเขาจะไม่มีทางหักหลังตราบใดที่เขาถูกโปรแกรมมาว่าให้ภักดีต่อเขา?

แล้วถ้าความภักดีถูกโยกคลอนได้ละ ต้องทำอย่างไรถึงจะรักษามันไว้ได้?
ให้รางวัล? ในคลังของกิลล์มีของล้ำค่าจำนวนมหาศาลเก็บไว้อยู่ ถึงจะเอาสมบัติเหล่านี้มาใช้พรรคพวกในอดีตคงไม่เสียใจหรอก ยิ่งตอนนี้เป็นสถานการณ์คับขันที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของ Ainz Ooal Gown พวกเขาต้องเข้าใจ ปัญหาคือควรจะเอามาให้เหล่า NPC สักแค่ไหนกัน

สรุปก็คือมีความเป็นได้อย่างสูงว่าอยู่ในตำแหน่งของผู้นำ? แต่ตอนนี้เขามีพลังที่เหมาะกับตำแหน่งนี้หรือไม่ เหมืนอนกับว่าหากเข้าไปลึกในเขาวงกตนี้มากเท่าไร เขาก็จะค่อยๆเข้าใจสิ่งเหล่านี้

หรือ
“---พลังอย่างนั้นนหรือ?”
โมมอนกะแบมือซ้ายส่งผลให้ไม้เท้าแห่ง Ainz Ooal Gown ลอยเข้ามาในมือโดยอัตโนมัติ
“พลังที่จะอยู่เหนือทุกสิ่ง?”
อัญมณีทั้งเจ็ดที่ฝังอยู่ในไม้เท้าต่างเปล่งประกายออกมาราวตอบเชิญชวนผู้เป็นนายให้ใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของมัน
“…ไม่ดีกว่า เอาไว้ก่อนแล้วกัน”
โมมอนกะปล่อยมือจากไม้เท้า ซึ่งมันก็ร่วงลงพื้นเหมือนลงไปดิ้นกับพื้นด้วยความโกรธที่ถูกเมินเฉย
หากจะสรุปก็คือตราบใดที่คนเรายังทำตัวสมกับเป็นผู้นำแล้วก็จะมีใครหน้าไหนกล้ามาท้าทายต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ตราบที่เขาไม่แสดงความอ่อนแออกมาให้เห็น ศัตรูก็ไม่กล้าหันเขี้ยวเล็บเข้าหาได้

โมมอนกะจัดท่าทางให้ดูน่าเกรงขาม แล้วเปล่งเสียงตะโกนออกมา:
“จงฟัง หน่วยดาวลูกไก่ นอกจากเมดที่ติดตามเซบาสเตียนแล้วที่เหลือให้ไปทำหน้าที่ป้องกันชั้น 9 ไว้หากมีศัตรูบุกลงมาจากชั้น 8”
“น้อมรับบัญชา ท่านโมมอนกะ”
เหล่าเมดที่อยู่ข้างเซบาสเตียนส่งเสียงขานรับด้วยความนอบน้อม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเธอเข้าใจคำสั่งดี
“จัดการเดี๋ยวนี้”
“รับทราบ มายลอร์ด!”

หลังขานรับเซบาสเตียน และเหล่าเมดโค้งคำนับโมมอนกะ แล้วลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียงก่อนจะแยกย้ายไปทำตามคำสั่ง
อีกครั้งที่ประตูบานมหึมาได้ปิดลง
เซบาสเตียน และเหล่าเมดอยู่อีกฟากฝั่ง
ความจริงที่พวกเขาไม่ปฎิเสธคำสั่งดูจะเป็นสัญญาณที่ดี

โมมอนกะรู้สึกว่าบ่าทั้งสองข้างที่เคยหนักอึ้งได้เบาลงแล้ว พร้อมกันนั้นเขาได้หันไปมองยังผู้ที่ยังเหลือในห้องอีกคนที่อยู่ข้างตัว อัลเบโดยังคงส่งยิ้มมาให้พร้อมถามออกมา “จะให้ดิฉันทำอะไรต่อไปคะ ท่านโมมอนกะ?”

“อาแฮ่ม… เข้าใจละ” โมมอนกะกระแอมที่ลำคอ แล้วคว้าจับไม้เท้าด้วยมือข้างหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา:
“เข้ามาใกล้ๆนี่ซิ”
“ตามประสงค์ของท่าน”
อัลเบโดตอบกลับพร้อมรอยยิ้มขณะที่เดินเข้าหา  อย่างไรก็ตามโมมอนกะยังคอยจับตามองไม้เท้าที่มีลูกบอลสีดำลอยอยู่ซึ่งเธอครอบครองอยู่ตลอดเวลา ชั่วขณะหนึ่งเขาได้ลืมไปว่ามันยังอยู่ตรงที่นี้ และก่อนที่เขาจะนึกได้อัลเบโดก็เดินมาจนใกล้พอจะโอบกอดเขาได้
กลิ่นช่างหอมจริงๆ----นี่เราคิดบ้าอะไรอยู่?!
ความคิดข้างต้นถูกสลัดพ้นออกไปในทันที่เขานึกได้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาเพ้อฝันอย่างนี้
โมมอนกะยื่นมือออกมาจับมืออัลเบโดไว้
“…”
“อ๊า?”

อัลเบโดสะดุ้งร้องด้วยความเจ็บปวด ซึ่งทำให้โมมอนกะตกใจมาจนรีบดึงมือกลับ
เกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าเราทำให้เธอไม่สบายใจอะไรนะ?

ความทรงจำที่ไม่น่าจดจำจำนวนมากลอยเข้ามาในความคิดของเขา---ราวกับว่าสวรรค์ได้ถล่มลงมา---แต่ทว่าโมมอนกะก็ค้นพบคำตอบอย่างรวดเร็ว

“…อ๋า---”

คลาสหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นอันเดดโอเวอร์ลอร์ด คือ สเกเลตัลเมจ ซึ่งมีทักษะที่จะทำความเสียหาย หรือให้ผลด้านลบเมื่อผู้ใช้สัมผัสกับผู้อื่น นี่กระมังที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมีอาการแบบนี้?

ถึงจะมีสาเหตุเช่นนี้ก็เถอะ แต่มันก็ยังมีข้อสงสัยบางอย่าง
ในอิกดราซิล ทั้งมอนสเตอร์ และ NPC ที่เกิดในมหาสุสานแห่งนาซาริกถูกลงทันเบียนภายใต้กิลล์ Ainz Ooal Gown และตราบที่อยู่ในกิลล์เดียวกัน แม้จะมีการต่อสู้กันก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้
เป็นไปได้ไหมว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิลล์แล้ว? หรือตอนนี้สามารถทำร้ายสมาชิกกิลล์คนอื่นได้แล้ว?
---ความเป็นไปได้ประการหลังมีค่อนข้างมากเสียด้วย

เมื่อนึกขึ้นมาได้โมมอนกะก็เอ่ยคำขอโทษแก่อัลเบโด:
“ขอโทษนะ พอดีลืมไปว่าไม่ได้ยกเลิกผลด้านลบของทักษะนี้”

“โปรดอย่าเป็นกังวลเกี่ยวกับดิฉันเลยค่ะ ท่านโมมอนกะ แค่นี้ไม่ได้ทำให้เจ็บได้หรอกค่ะ อีกอย่างถ้าเป็นท่านโมมอนกะละก็ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดแค่ไหน…อ๊า!”

“เอ่อ…เอ๋…อย่างนั้นเหรอ…ไม่สิยังไงก็ขอโทษด้วยนะ”
โมมอนกะไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับภาพที่อัลเบโดปิดหน้าตัวเองอย่างเขินอาย หลังส่งเสียงที่น่ารักออกมา และเริ่มจะมีพูดติดอ่าง

สาเหตุมาจากผลด้านลบกับผู้สัมผัสแน่นอน
โมมอนกะหันหน้าไปอีกทาง และพยายามหาวิธีหยุดผลของทักษะนี้---ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจวิธีการขึ้นมา

การใช้ทักษะของอันเดดโอเวอร์ลอร์ดสำหรับโมมอนกะแล้วเป็นเรื่องปกติ และง่ายดายราวกับการหายใจ
เมื่อเจอกับสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ โมมอนกะอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา หลังเผชิญเหตุการณ์ประหลาดต่างๆมาหลายรอบ การจะมาสับสนกับเรื่องแค่นี้มันเหมือนคนโง่ ความเคยชินนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ
“เอาละจะจับแล้วนะ”
“อ๊า”
หลังจากยกเลิกทักษะไปแล้ว เขาก็ยื่นมือมาสัมผัสที่มือของอัลเบโด แม้ว่าในหัวของเขาจะมีคำมากมายลอยเข้ามมา,---อา ช่างบอบบางเหลือเกิน---อาช่างขาวจริงๆ---และความเห็นอื่นๆที่ผูดออกมา ความต้องการทั้งหมดถูกละเลยไปสิ้นเมื่อเขาต้องการรับรู้เพียงเสียงเต้นจากหัวใจของเธอ

---มันกำลังเต้นอยู่
เสียงเต้นของหัวใจ ถ้านี่แสดงถึงการมีชีวิต เหมือนกับพรที่ถูกประทานให้
แน่นอนเธอมีชีวิต

หลังปล่อยมือจากอัลเบโด โมมอนกะมองไปยังข้อมือของเขา และเห็นเพียงกระดูกที่ไร้ผิวหนังห่อหุ้ม ในเมื่อมันไม่มีเส้นเลือด ย่อมหมายถึงก็ไม่มีการเต้นของหัวใจ แน่นอนการเป็นอันเดดโอเวอร์ลอร์ดหมายความว่าเขาเป็นอมตะ อยู่เหนือความตาย แล้วจะมีเสียงหัวใจเต้นได้อย่างไรกัน

ต่อมาโมมอนกะหันมาสนใจที่อัลเบโด
โมมอนกะมองไปยังดวงตาของอัลเบโดที่หยาดย้อยซึ่งเห็นเด่นชัดจากเงาของเขา ใบหน้าที่แดงซึ่งน่ามาจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพอัลเบโดตรงหน้าทำให้โมมอนกะต้องตกตะลึง

“…นี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”

เธอเป็นเพียง NPC เท่านั้นนี่? ก็แค่ขอข้อมูลไฟฟ้าเท่านั้น? ทำไมเธอถึงมีชีวิตได้เหมือนคนเป็น ปัญญาประดิษฐ์แบบไหนที่ทำได้ขนาดนี้? ที่สำคัญที่สุดโลกอิกดราซิลเหมือนกับว่ากลายเป็นโลกจริงๆขึ้นมา…
เป็นไปไม่ได้

เหตุการณ์เหนือจินตนาการอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ โมมอนกะส่ายหัวอย่างไม่ยอมรับ แต่เมื่อมุมมองเช่นนี้ได้ประทับลงไปแล้วก็ยากที่จะสลัดหลุดไปได้ โมมอนกะรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับความเปลี่ยนแปลงของอัลเบโด ทำให้เขาไม่รู้ว่าขั้นต่อไปควรทำอย่างไรดี

ต่อไป…น่าจะสุดท้ายแล้วละ ถ้าเขาสามารถพิสูจน์ได้ละก็ ทั้งหมดที่เขาคาดไว้ก็จะเป็นความจริง เพื่อจะพิสูจน์ข้อสงสัยว่านี่คือความจริงหรือไม่?
ด้วยเหตุนี้การกระทำต่อไปนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ถึงมันจะทำให้เธอใช้อาวุธที่ถืออยู่…
“อัลเบโด…ขอจับหน้าอกได้ไหม?”
“หือ?”
บรรยากาศโดยรอบพลันเหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้

อัลเบโดเบิกตาทั้งสองข้างด้วยความตกตะลึก
ถึงโมมอนกะจะอายแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขายังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมตัวเองถึงพูดอย่างนี้  การขออะไรแบบนี้มันหยาบคายมาก ยิ่งหัวหน้าที่ใข้ตำแหน่งตัวเองมาทำตัวคุกคามทางเพศแบบนี้ มันสุดยอดต่ำยิ่งกว่าต่ำซะอีก

จาการเค้นสมองอย่างเต็มความสามารถเขาก็จำต้องเลือกทำเช่นนี้
โมมมอนกะพยายามอย่างมากในการสร้างความมั่นใจแก่ตัวเอง แล้วตั้งสติให้มั่นคงพร้อมกล่าวออกมาด้วยฐานะของผู้ปกครอง:
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

คำพูดนั้นดูไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความผ่าเผยเลย
อัลเบโดเมื่อได้ฟังคำร้องขอที่สั่นเครือของโมมอนกะ เธอแสดงออกถึงความปิติที่ปะทุออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

“แน่นอนค่ะ ท่านโมมอนกะเชิญเคล้าคลึงได้ตามต้องการเลยค่ะ”
ปทุมถันอันสมบูรณ์ตั้งชูชันได้ถูกอัลเบโดเสนอมายังตรงหน้าโมมอนกะ หากตอนนี้เขาสามารถกลืนน้ำลายได้ละก็ เขาคงทำมันนับไม่ถ้วนไปแล้ว

มือของเขาได้ยื่นออกมาสัมผัสกับทรวงอกที่ถูกปกปิดโดยชุดคลุมยาว
ความรู้สึกต่างๆปนเปกันไปหมดทั้งความเครียด ความตื่นเต้น และในมุมหนึ่งของจิตใจที่ยังคอยสำรวจตัวเองอย่างเยือกเย็น เขาอดคิดไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงได้ไร้หัวคิดได้มากขนาดนี้ ที่คิดวิธีอย่างนี้แล้วยังเอามาใช้อีก

เมื่อลอบมองไปที่อัลเบโดเขาก็เห็นถึงดวงตาที่ส่องประกาย และหน้าอกที่ส่งสัญญาณเหมือนพูดออกมาว่า “เร็วเข้าสิ!”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้น หรือความเขินอายที่ทำให้มือของโมมอนกะสั่นเทาภายใต้แรงกดดันเหล่านี้ แต่ถึงจะอยู่ภายใต้แรงกดดันเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะยื่นมืออกไป

ความรู้สึกแรกที่โมมอนกะสัมผัสได้คือความรู้สึกฝืดจากผิวกระโปรง ก่อนที่ความรู้สึกอ่อนนุ่มที่อยู่ข้างใต้จะตามมา
“อุ…อ๊า”

ทันทีที่อัลเบโดส่งเสียงครางอันมีสเน่ห์ออกมา โมมอนกะก็หยุดการทดสอบในทันใด
หลังจากพิจารณาทุกสิ่งที่เขารู้มา โมมอนกะก็ได้ข้อสรุปที่เป็นไปได้สองประการที่จะอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้
ประการแรก นี่น่าจะเป็นเกม DMMORPG ใหม่ ซึ่งก็คือหลังยุติเกมอิกดราซิลแล้ว ก็ได้มีการปล่อยตัวอิดราซิล II ออกมา

แต่หลังการทดลองเมื่อสักครู่ โอกาสที่จะเป็นการปล่อยตัวเกมใหม่ออกมานั้นก็เป็นศูนย์
เพราะว่าตัวเกมนั้นถูกห้ามไม่ให้มีการกระทำที่เป็นเรท 18 ขึ้นไป หรือกระทั่งเรท 15 ขึ้นไป ถ้ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนทางเซิร์ฟเวอร์จะทำการลงโทษตัวผู้กระทำผิดทันที ทั้งชื่อของผู้ฝ่าฝืนจะถูกประกาศบนหน้าเว็บไซด์หลัก และบัญชีจะถูกลบโดยไม่มีข้อยกเว้น

เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เพราะหากมีการเผยแพร่การกระทำที่เป็นเรท 18 ขึ้นไป ออกมาจะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยความเป็นระเบียบของสังคม อันที่จริงพฤติกรรมที่เขาทำนี้จะเป็นสิ่งผิดกฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย

ถ้านี่เป็นโลกของเกมแล้วละก็ทางบริษัทก็จะต้องมีมาตรการบางอย่างสำหรับป้องกันผู้เล่นทำพฤติกรรมเช่นนี้ หาก GM หรือบริษัทเกมตรวจสอบเกมอยู่ก็ต้องรีบมายับยั้งพฤติกรรมที่สัปดนของโมมอนกะ แต่นี่ไม่มีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้โดยทั่วไปกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับเกม DMMORPG แล้วจะมีการเพิกถอนใบอนุญาตทันทีหากมีการบังคับให้ผู้เล่นอยู่ในเกม โดยถูกจัดว่าเป็นการลักพาตัวตามกฎหมายข้อที่ว่าด้วยการลักพาตัว หากผู้เล่นถูกบังคับให้ร่วมตัวสาธิตของเกม การกระทำนี้จะถูกส่งฟ้องโดยอัยการ หรือโจทย์ได้ในทันทีหากถูกพบเห็น โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถออกจากเกมได้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าทางบริษัทเกมต้องถูกตัดสินจำคุกโดยไม่ต้องสงสัย แล้วถ้าเหตุการณ์ที่ว่ามาข้างต้นเกิดขึ้น และการบังคับล๊อกเอาท์ไม่สามารถทำได้ ผู้เล่นสามารถเก็บข้อมูลการเล่นเกมทั้งสัปดาห์โดยใช้โปรแกรมที่ติดมากับเกมด้วยตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้เป็นการง่ายในการฟ้องร้องต่อบริษัทที่ละเมิดกฎหมาย ยิ่งถ้าโมมอนกะหายตัวไปเป็นสัปดาห์ คนในบริษัทต้องเห็นถึงความผิดปกติ และส่งคนมาดูที่บ้าน จากนั้นเมื่อการสืบสวนของตำรวจพบว่ามีการเชื่อมต่อกับระบบ ปริศนาทั้งหมดก็จะกระจ่างชัด

อย่างนี้แล้วจะมีบริษัทไหนกล้าเสี่ยงต่อการถูกจับกุมในฐานะอาชญากรกันละ? แน่นอนว่าบางทีทางบริษัทอาจแก้ตัวว่านี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเกม หรือบอกว่าพวกเขาได้อัพเดทตัวเกม แต่ในฐานะบริษัทเกมการเสี่ยงเช่นนี้ดูจะไม่เป็นผลดีต่อทางบริษัทเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นไปได้ที่เหลือคือมีการก่อกวนเกิดขึ้นซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวบริษัทเกม แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมดหาไม่แล้วเขาก็จะไม่มีวันค้นพบคำตอบได้

ปัญหาตอนนี้ คือเขากำลังสับสนในการจัดการปัญหานี้ แต่ว่าก็มีความเป็นไปได้อีกประการ…

…นั่นคือโลกจำลองนี้ได้กลายเป็นโลกจริงไปแล้ว

ไม่มีทางเป็นไปได้

โมมอนกะรีบสลัดความคิดนี้ออกไปจากหัว ไอ้เรื่องฝืนความจริงอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร…แต่ในอีกมุมหนึ่งยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดมันก็ยิ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น---โมมอนกะหวนนึกถึงกลิ่นอันหอมหวลที่ออกมาจากตัวอัลเบโด
ตามกฎหมายว่าด้วยสื่อดิจิตอล ประสาทสัมผัสสองจากทั้งห้าอันได้แก่ รส และสัมผัสนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม แม้จะมีอาหาร และน้ำในเกมแต่ก็เป็นเพียงระบบสำหรับบริโภคได้เท่านั้น ส่วนการห้ามระบบสัมรับผัสก็เพื่อป้องกันผู้เล่นไม่ให้หลงไปว่าโลกจำลองเป็นโลกแห่งความจริง เพราะข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้อุตสาหกรรมด้านโลกีย์ของโลกจำลองไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย

แต่ทว่าข้อจำกัดเล่านี้ได้หายไปหมดสิ้น

สื่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโมมอนกะจนเขาตั้งคำถามอย่างเช่น “แล้วเรื่องงานพรุ่งนี้ละ?” หรืออย่าง ”แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?”
ข้อวิตกยิบย่อยเหล่านี้สักพักก็ถูกฝังกลบหายไปในส่วนลึกของของจิตใจ

“…ถ้าโลกจำลองนี้กลายเป็นโลกจริงขึ้นมา…ถ้าคำนวนปริมาณข้อมูลทั้งหมด นี่มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่…”

โมมอนกะพยายามผ่อนคลายลำคอที่ไม่อาจเปล่งสำเนียงใดออกมาได้ แม้ว่าในหัวจะไม่ยอมรับ แต่ภายในใจเขารับรู้หมดแล้ว และในท้ายที่สุดเขาก็ได้เอามือออกจากปทุมถันทั้งสองของอัลเบโด
หลังจากลูบไล้ยอดเขาทั้งสองเป็นเวลานาน โมมอนกะก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เหตุผลที่เขาสัมผัสยอดเขาทั้งสองเป็นเวลานานไม่ใช่เพราะเขาคิดว่ามันช่างอ่อนนุ่มอย่างหาที่เปรียบ หรือเพราะเขาไม่อยากถอนมือออกไป…แน่นอนว่าไม่ใช่จริงๆนะ

“ขอโทษนะ อัลเบโด”
“ฟู่ว อาห์...”

อัลเบโดถอนหายใจเสียงดังด้วยใบหน้าที่แดงสด ตอนนี้เหมือนกับว่าตัวเธอกำลังปล่อยควันออกมาจากร่าง จากนั้นเธอได้ถามโมมอนกะอย่างเขินอายว่า: “ครั้งแรกของดิฉัน เป็นตอนนี้ใช่ไหมคะ?”

หลังจากที่อัลเบโดถอยออกมา และถามคำถามเช่นนี้ โมมอนกะก็ไม่อาจจะกลั้นเสียงตะโกนจากความตกใจออกมาได้:
“…อะ-?”
หัวของโมมอนกะพลันขาวโพลนไปหมด เมื่อไม่สามารถแปลความหมายที่เธอกล่าวออกมา
ครั้งแรก? อะไรนะ? เธอพูดถึงอะไร? แล้วทำไมต้องดูอายด้วยละ?

“ขอถามหน่อยนะคะ จะให้ดิฉันจัดการกับชุดนี้อย่างไรดี?”
“….หา?”
“จะให้ดิฉันถอดเอง? หรือท่านโมมอนกะจะจัดการเอง? หรือจะเอาแบบใส่เสื้อ แต่หลังจากนั้น…มันจะสกปรกเอาได้...แต่ว่าถ้าเป็นความปรารถนาของท่านโมมอนกะที่ต้องการแบบสวมชุด ดิฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งค่ะ”
ในที่สุดสมองเขาก็เข้าใจสิ่งที่อัลเบโดกล่าวออกมา ไม่สิตอนนี้ยังคงเป็นข้อสงสัยว่าโมมอนกะยังมีสมองภายใต้กะโหลกศีร๋ษะหรือไม่
เมื่อรับรู้ความต้องการของอัลเบโด หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น:

“พอแล้ว อัลเบโด”
“เอ๋? เยส มายลอร์ด”

“ตอนนี้อย่าเพิ่ง…ไม่ใช่สิ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาทำอะไรแบบนั้น”

“ขออภัยอย่างยิ่งค่ะ! ในตอนที่พวกเรากำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ดิฉันกลับคิดถึงแต่ความต้องการส่วนตัว”
ระหว่างที่อัลเบโดกำลังคุกเข่าลงแสดงการขอโทษ โมมอนกะได้ยื่นมือมาห้ามไว้
“ไม่หรอก นี่เป็นความผิดของทางนี้เอง เอาเป็นว่าไม่เธอไม่ผิดหรอก อันที่จริง…มีเรื่องจะให้เธอจัดการสักหน่อย”

“ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ดิฉันพร้อมทำตามคำสั่งเสมอค่ะ”
“ไปแจ้งฟลอร์การ์เดี้ยนทุกคน ว่าข้าต้องการให้ทั้งหมดมาพบกันที่ชั้นหกภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากนี้ ส่วนออร่า กับ แมร์ เธอไม่ต้องบอกหรอก ไว้ทางนี้จะจัดการเอง ”

“เยสมายลอร์ด ดิฉันขอทวนคำสั่งอีกครั้ง นอกจากการ์เดี้ยนประจำชั้นหกทั้งสองแล้ว ให้แจ้งการ์เดี้ยนที่เหลือทั้งหมดว่าให้มารวมตัวกันที่ชั้นหกภายในหนึ่งชั่วโมง”

“ถูกต้อง เอาละไปได้แล้ว”
“รับทราบค่ะ”
อัลเบโดออกจากท้องพระโรงไปอย่างรวดเร็ว

เมื่ออัลเบโดถอยห่างออกไปจนพ้นท้องพระโรง โมมอนกะก็พ่นลมหายใจออกมา:

“…นี่เราทำลงไป…ถึงจะเหมือนเรื่องตลกก็เถอะ…ผมน่าจะรู้ตั้งแต่ต้นว่าไม่น่าทำอะไรแบบนี้ ผม…ทำให้ NPC ที่ ทาร์บูลา สมารักดินา สร้างขึ้นมัวหมองไปแล้ว”

มีเหตุผลเดียวที่ทำให้อัลเบโดมีปฏิกิริยาข้างต้น
ย้อนกลับไปตอนที่เขาแก้ไขข้อมูลของอัลเบโด เขาได้แก้มันเป็น [เธอตกหลุมรักโมมอนกะ]
นี่คือเหตุผลที่ทำให้อัลเบโดแสดงกริยาเช่นนั้นออกมา
“…อา…เชรี่-ยเอ๊ย…!”
โมมอนกะบ่นกับตัวเอง อัลเบโดที่ ทาบูร์ลา สมารักดินา สร้างขึ้นด้วยความยากลำบากจากศูนย์ ถูกเขาเอามาแก้โดยไม่ได้ขออนุญาต แล้วผลที่ได้คือลักษณะนิสัยที่เป็นอยู่ตอนนี้
โมมอนกะรู้สึกเหมือนไปขโมยผลงานชิ้นเอกของคนอื่นมา ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก

แต่ใบหน้าของโมมอนกะเป็นเพียงหัวกะโหลก ทำให้เขาไม่อาจเห็นสีหน้าอันบิดเบี้ยวของตัวเองได้ตอนที่ก้าวลงจากบัลลังก์ เขาบอกกับตัวเองว่าให้เก็บปัญหานี้เอาไว้ก่อน เพราะยังมีปัญหาอื่นท่ำคัญกว่าตอนนี้ที่เขาต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน

3 ความคิดเห็น: