หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Re:Monster : DAY : 107-110

DAY 107

หลังจากที่ผมตื่นขึ้น ฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างหนัก
ตั้งแต่ตอนที่สองสาวพี่น้องคลอด พวกเราก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการที่จะใช้เวลาวันนี้อยู่ในถ้ำนี้ต่อ
นับเป็นโชคดีของเรา ที่ถ้ำนี้กว้างและมีพื้นที่มากพอ หลังจากที่ผมใช้เวลาทำให้มันขยับขยายให้เหมาะสมสำหรับความจำเป็นของเรา



อีกทั้งผมยังมีสเบียงในกล่องไอเท็มเพียงพอที่จะเลี้ยงดูพวกเราได้ถึงหนึ่งสัปดาห์ทีเดียว เรื่องอาหารจึงไม่เป็นปัญหา
สายฝนได้หยุดลงในช่วงบ่ายๆ แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มกลายเป็นหิมะที่โปรยปรายลงมาแทนที่ ด้วยลมที่โหมกระหน่ำและสายฝนที่ตกลงมาก่อนหน้า
ทำให้ถนนหนทางอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ดังนั้นการจะเดินทางต่อในขณะนี้นั้น ถือเป็นความคิดที่แย่ทีเดียว
อีกทั้งน่าจะเป็นการดีต่อสองศรีพี่น้องที่จะใช้เวลาอีกสักวันเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และใช้เวลากับลูกๆของพวกเธอ

พรุ่งนี้ อากาศน่าจะดีขึ้นนะ
หลังจากตัดสินใจแบบนั้น แบล็คสมิทซัง(สาวช่างตีเหล็ก)และผมคิดว่าจะใช้เวลาว่างของเราไปกับกิจกรรมที่หลากหลาย...
แดมมิจังก็ได้เริ่มอ่านนิยายบางส่วนของเธอให้เจ้าหญิงทอมบอยฟัง
สาวผมแดงทำการฝึกฝนกับไฟร์เออร์ลอร์ดคุงและอัศวินหนุ่มน้อย บางช่วงเจ้าหญิงก็พักจากการอ่านนิยายไปเข้าร่วมฝึกด้วย
แบล็คสมิทซังนำเครื่องมือออกมาแล้วเริ่มจัดการกับหินสปิริท เธอขยิบตาให้ผม ซึ่งผมคิดว่ามันน่ารักมาก
แอลเคมิสซัง(สาวนักเล่นแร่แปรธาตุ)ก็นำอุปกรณ์ของเธอออกมาแล้วเริ่มพัฒนายาตัวใหม่เช่นกัน
ส่วนสองศรีพี่น้องกับออโร่และอาร์เจนโต้ยังคงหลับลึก ซึ่งก็คงว่าอะไรพวกเธอไม่ได้

ส่วนผมน่ะหรือ ออกไปจากถ้ำตามลำพัง
ผมฝากให้ลอร์ดผู้ชายสองคนเฝ้าปากทางเข้าถ้ำ ในขณะที่ลอร์ดผู้หญิงช่วยแดมมิจังดูแลสองศรีพี่น้อง
ผมตัดสินใจที่จะออกล่า เพราะผมไม่มีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้ทำ
จุดมุ่งหมายที่ผมเลือกไปล่ามอนสเตอร์คือ<<ภูเขาคลัสเตอร์>>
ซึ่งนี่ถือเป็นการตรวจสอบพื้นที่ไปในตัวก่อนที่เราจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ด้วย

ผมออกเดินต่อไปในพายุหิมะได้ไม่ยากเท่าไรนัก
ผมสวมเสื้อคลุมกันฝนและกางเกงที่ทำจากหนังคัคคู(Cuckoo) ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำสูง ที่ซื้อมาจากเมืองป้อมปราการ Trient
นอกจากนี้ผมยังผสานคุณสมบัติ [ไม่ได้รับผลกระทบจากความหนาวเย็น] [ต้านทานน้ำ] และ[ต้านทานลมอย่างสมบูรณ์]ลงไปอีกด้วย
บวกกับการที่ผมเป็นยักษ์โอเกอร์ สภาพอากาศจึงเกือบจะไม่มีผลกระทบกับผมเลยทีเดียว แต่ผมก็ยังไม่ทึกทักว่ามันจะไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นเลย
ตามปกติแล้ว การค้นหาเหยื่อในลักษณะแวดล้อมแบบนี้จะลำบากมาก อย่างไรก็ตาม การใช้[เซ็นเซอร์ตรวจจับบริเวณใกล้เคียง]
ผมสามารถค้นพบร่องรอยและแกะรอยตามมันต่อไปได้ ผมตัดสินใจแกะรอยสัตว์ที่ซ่อนตัวจากผมเป็นอย่างแรก

ร่องรอยชุดแรกที่ผมพบเป็นหมีที่ผมเคยชำแหละมันไปก่อนหน้าตอนเคลียร์ถ้ำที่ทุกคนอยู่ตอนนี้
หมีนี่ที่จริงก็ไม่ค่อยเหมาะกับการกินเท่าไรนัก อีกทั้งพันธุ์นี้ไม่มีความสามารถให้ผมเรียนรู้หลังจากการกินเพิ่มเติมเลย

หลังจากนั้น ผมก็พบร่องรอยอีกคู่หนึ่งที่มุ่งไปยังถ้ำใกล้ๆกันนั้น
ในถ้ำนั้นเป็นหมีคู่หนึ่ง เป็นตัวผู้ และตัวเมียที่กำลังตั้งท้องอยู่
ตัวผู้นั้นแยกเขี้ยวมาทางผม เพื่อเตรียมปกป้องตัวเมียพร้อมลูกของมัน โดยปกติแล้วผมจะฆ่าและกินมันทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ตั้งแต่ที่ผมเป็นพ่อคน ผมก็เกิดความลังเลที่จะฆ่าสัตว์ตัวเมียที่ตั้งท้อง ตัวเมียน่าจะไม่วิ่งหนีแม้ผมจะสังหารตัวผู้ไปแล้วเช่นกัน
แต่เพราะผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะทำแบบนั้น จึงพยายามแกล้งทำเป็นไม่เห็นถ้ำนั่น หลังจากที่ผมพบว่าหมีเหล่านี้ตามรอยได้ไม่ยาก เดี๋ยวก็คงจะพบอีกจำนวนมาก
แม้จะยอมรับแบบนั้นแล้ว แต่ผมก็ยังพยายามกระตุ้นให้หมีตัวผู้จู่โจมผม มันจะไม่ใช่ความผิดของผมนะถ้าหมีตัวผู้ตัดสินใจทิ้งคู่ของมันด้วยการพยายามโจมตีผมก่อน
อย่างไรก็ดีตอนมันจะเริ่มโจมตีผม ผมใช้[การข่มขู่ของผู้แข็งแกร่ง] ออกไปอย่างไม่รู้ตัว
หมีตัวผู้ก็ชะงักแล้วรีบหนีกลับไปยังถ้ำ
เฮ้อ ผมอนุมานเอาเองว่าคุณควรจะให้ความสำคัญกับชีวิตที่ได้รับมาจริงๆ

หลังจากการค้นหาอยู่พักใหญ่ ผมก็พบหมีอีกตัว ครั้งนี้เป็นตัวผู้ตัวเดียว จะไม่มีความปราณีใดๆอีกต่อไป ผมตัดสินใจที่จะไม่ใช้ความสามารถใดๆพร้อมกับเตรียมง้าว (Halberd)
แม้ว่ามันจะด้อยกว่าหมีแดงจ้าวแห่งป่า แต่แขนทั้งสี่ของมันก็น่ารำคาญและมีพละกำลังสูงทีเดียว ค่อยรู้สึกว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อหน่อย
ท้ายที่สุดแล้ว ผมสะบั้นแขนมันออกทีละข้าง ตามด้วยหัวของมัน แล้วจัดการกินลงไปทั้งหมด
ปลดปล่อยความสามารถ [การป้องกันตัวด้วยขนแข็ง]

ผมเดินอย่างไร้จุดหมายไกลออกไปถึงภูเขา มองหาเหยื่อตัวต่อไป ผมก็พบบางสิ่งที่ดูคล้ายกวาง เป็นมอนสเตอร์ที่สูงถึงห้าเมตร
มันเป็นสีขาวพิสุทธิ์ ที่มาพร้อมกล้ามเนื้อแบบเดียวกับเสือดาว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายกวาง แต่มันน่าจะเป็นสัตว์กินเนื้ออย่างไม่ต้องสงสัย มันดูเปี่ยมด้วยความภาคภูมิและเปล่งรัศมีของผู้ชนะ
ลักษณะอื่นๆของมัน นอกจากรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์แล้ว มันยังปกคลุมด้วยขนสีขาวที่ส่งประกายแวววาวจากหิมะและแสงอาทิตย์รำไรที่พาดผ่านตัวของมัน
ราวกับว่าสรวงสวรรค์ประกาศว่ามันเป็นเทพ
ราวกับว่ามันเป็นภาพวาดแห่งจิตวิญญาณที่น่าเกรงขาม

แม้ว่าจะไม่ได้เห็นข้างหน้ามัน แต่ผมก็สามารถบอกได้อย่างง่ายดายเลยว่านี่เป็นบอสของภูเขาคลัสเตอร์ มันเป็นยักษ์ใหญ่แห่งสายพันธุ์ยักษ์[โฟโมริ] ผมเคยได้ยินมาว่าชาวโฟโมเรียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าบอสมอนสเตอร์ทั่วๆไปในบริเวณป่าหรือภูเขา แต่เจ้านี่น่าจะเป็นระดับสูงสุดของพวกมัน
การได้พบสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ตัวนี้ ผมรู้ทันทีว่าไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องสู้กับมันให้ได้ ทันใดนั้น ผมก็เริ่มเลือกความสามารถจากที่มีทั้งหมดเกือบ300แบบของผม

ประสาทสัมผัสและร่างกายของผมได้รับการเร่งพลังทันที ผมหุ้มร่างกายด้วย [เกียรติยศแห่งราชาหมีแดง] พร้อมถือง้าว halberd และหอกญี่ปุ่น Shuyari เท่านี้ผมก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน
สัตว์ตัวนี้อาจจะถูกสังหารในทันที แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาด ผมต้องใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาชีวิตรอด มันอาจจะเป็นคู่ต่อกรที่ผมแทบจะไม่มีโอกาสชนะเลยก็เป็นได้ มันดูค่อนข้างอยู่เป็นแบบนั้น
ผมคาดคะเนโอกาสชนะไว้ที่ร้อยละ30 ในทางกลับกัน โอกาสที่ผมจะถูกฆ่าตายสูงถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว
โอกาสที่ผมจะชนะหมีแดงจ้าวแห่งป่าตอนผมเป็นฮ๊อบก๊อบลินยังมากกว่าโอกาสในตอนนี้ถึงสองเท่าตัวเลย
ตัวผมเริ่มชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ลางสังหรณ์ถึงความตายสะท้านไปทั่วร่าง แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องทำ
สัตว์สีขาวนั่นเหลือบมองผม พร้อมส่ายหัวไปมา เขาแบบกวางทั้งสองข้างของมันแทงลงพื้นดังตึ้ง การกระทำของมันทำให้ผมสับสน แต่ในแค่ชั่วขณะที่จุดสนใจของผมถูกหักเหไปนั่นเอง คือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง

ก่อนที่ผมจะพบถึงความผิดพลาดนั้น เจ้าสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ตัวนั้นก็กระแทกอย่างแรงลงบนผืนดินในทันใด ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่น ซึ่งทำให้ผมถึงกับล้มลงนอนกับพื้น ชั่วขณะนั้นเอง มันก็มายืนตระหง่านเหนือตัวผม ผมใจหายวาบ
มันจ้องผมอยู่หลายครา จากนั้นมันก็เคลื่อนไหวหายไปอย่างรวดเร็วปานสายลม
ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เท่ากับว่าผมได้รับโอกาสอีกครั้ง ผมจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังมากกว่านี้
ผมเก็บกิ่งเขาของมันที่ตกอยู่ แล้วเริ่มติดตามมันอีกครั้ง

ในการติดตามเจ้ากวางขาวนั้น ผมเร่งประสาทสัมผัสของผมจนถึงขีดสูงสุด และเคลื่อนที่อย่างว่องไวที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่เพียงแค่หนึ่งก้าวกระโดดของมัน แผ่นดินก็จะสั่นไหว จากนั้นมันก็ห่างผมไปไกลเกือบสิบสองเมตรเลยเชียว
แต่ด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ ทำให้การไล่ตามนี้ยากแก่การสิ้นสุด แต่พอมันเริ่มล้าจากการไล่ตามของผม มันก็เตรียมจะปล่อยความสามารถพิเศษออกมา
ความสามารถในการตรวจสอบกับดักทุกรูปแบบของผมไม่แสดงผลใดๆ นอกจาก [สัญชาตญาณ] ที่เตือนว่าผมกำลังจะตาย ทันใดนั้นเองผมไม่มีทางเลือกอื่น

ผมหนี...

แต่กระนั้นเองผมก็ยังไม่พบจุดจบแต่อย่างใด ผมมองย้อนกลับไปพบมันกำลังจ้องผมจากระยะไกล
นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ ผมแพ้โดยไม่ได้ลงมือแม้แต่ครั้งเดียว

แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็ยังสามารถกลับไปพบลูกๆของผม ผมตัดสินใจว่าจะให้กิ่งเขากวางเหล่านี้เป็นของขวัญพวกเขา เพราะผมไม่ได้ได้รับมันมาจากการต่อสู้ ผมจึงรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์พอที่จะกินมัน
จากนั้นผมจึงเริ่มเดินตามภูเขาเพื่อหาอย่างอื่นต่อไป

ขณะที่ผมเดินอยู่นั้น ผมก็พบสไลม์สีขาวหลบอยู่ในหิมะ
สไลม์นั้นมีลักษณะภายนอกเป็นสีเทา มันสามารถเพิ่มความแข็งให้ตัวมันเองได้ ซึ่งยากต่อการโจมตี อีกทั้งยังต้านทานแรงโจมตีทางกายภาพอีกด้วย
ผมสงสัยว่าสายพันธุ์นี้ยังมีความสามารถต้านทานรูปแบบอื่นๆอีกไหม
เมื่อคิดเช่นนั้น ผมมองมันอีกครั้ง
ผมไม่พยายามแม้แต่จะฆ่ามัน ผมเพียงแค่โน้มตัวลงแล้วชิมมันเหมือนเยลลี่
สิ่งใหม่สำหรับผมสิ่งเดียวคือมันเพิ่มประสิทธิภาพให้ความสามารถในการต้านทานของผม น่าเสียดายจริง

และแล้วก็ถึงเวลากลับบ้าน(ถ้ำที่พัก)

ระหว่างทางกลับ ผมได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมาตามพายุหิมะ นอกจากนี้ผมยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนมาตามพื้นจากที่แสนไกลอีกด้วย แสดงว่าต้องมีเหตุการณ์ที่เข้มข้นเกิดขึ้นเป็นแน่แท้
หลังจากที่ผมพยายามทำให้ประสาทสัมผัสเฉียบคมขึ้น ผมก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปตามเสียงและแรงสะเทือนนั่น
ผมยิ่งรู้สึกสนอกสนใจมันเป็นอย่างมาก

หลังจากเข้าใกล้ที่มาของมันแล้ว แรงสั่นสะเทือนก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แล้วผมก็รู้ในทันใดว่ามันเป็นเสียงจากการต่อสู้ บางคนกำลังต่อสู้กับบางสิ่ง เมื่อผมเพิ่มความระแวดระวังมากขึ้นแล้ว ก็เลยตัดสินใจเข้าไปใกล้กว่าเดิม ที่ผมจำเป็นต้องระวังก็เพื่อเผื่อในกรณีที่ผมต้องหลบหนี แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่านี่เป็นการต่อสู้แบบไหน ถ้ามันเป็นการรบระหว่างสองฝ่าย ผมจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่เสี่ยงที่จะได้ศัตรูเพิ่มเติมจากทั้งสองฝ่าย

ด้วยความกระหายใคร่รู้ ผมก็ค่อยๆลงไปตามทางเดินของภูเขา แม้ว่าหิมะจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ก็ผมก็ค่อยๆเดินต่อไป
ผมเดินต่อไปสักระยะหนึ่ง ทันใดนั้นเอง [เซ็นเซอร์ตรวจจับบริเวณใกล้เคียง] ของผมก็ปรากฏอะไรหลายสิ่ง จุดสีฟ้าเล็กๆ 4 จุด และจุดสีเหลือง 2 จุด ใกล้ๆกันนั้นมีจุดสีแดงขนาดมหึมา 1 จุด จุดสีเงินขนาดใหญ่ 4 จุด พร้อมด้วยอีกหนึ่งจุดที่ระบุไม่ได้
ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างสับสน และยากแก่การแยกแยะ

ยิ่งผมเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เสียงการต่อสู้อย่างถึงเป็นถึงตายก็ยิ่งดังกึกก้องมาตามสายลมมากขึ้น เสียงนั้นก้องสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้นพร้อมกันทั่วโลกา ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ผมก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งสุดขอบหน้าผา ก็เผยให้เห็นถึงการต่อสู้ ซึ่งเหมือนที่ผมคิดไว้การต่อสู้กำลังโหมกระหน่ำกันอย่างบ้าคลั่ง


พอผมใกล้เข้าไปอีก ผมก็พบมนุษย์ 4 คน กับกึ่งมนุษย์ 2 ตน บนสนามต่อสู้นั้นยังปรากฏเหล่ายักษ์ใหญ่อีกมากมาย โดยมีตนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าตนอื่นๆ แถมยังมีรัศมีความเป็นผู้นำอย่างแรงกล้าแผ่ออกมา
แสดงว่า ตนอื่นๆน่าจะเป็นโฟโมเรี่ยนทั่วๆไป ส่วนหัวของพวกมันคล้ายกับแพะ ที่มีนัยน์ตาลุกโชนราวอัคคี พร้อมร่างกายส่วนบนที่ล่ำสัน ที่มาพร้อมหางที่ดูเหมือนงู ล่างกายส่วนล่างของพวกมันไม่ต่างจากแพะที่ปกคลุมด้วยขนสีดำ ในมือของพวกมันแต่ละตนนั้นถือกระบองหินขนาดมหึมา
จุดสีเงินก่อนหน้านั้นคือกลุ่มโฟโมเรี่ยน ส่วนจุดสีแดงคือตัวหัวหน้าของมัน ผมเรียกมันว่าราชายักษ์

อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มมนุษย์สี่คนและกึ่งมนุษย์สองตน โดยมนุษย์คนแรกเป็นนักดาบผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ซึ่งยังดูอ่อนเยาว์มาก คนที่สองเป็นนักรบผู้ใช้โล่ห์ที่สวมเกราะเต็มพิกัด ถัดมาเป็นนักบวชสาวสวยที่มาพร้อมคัมภีร์ไบเบิ้ล และนักเวทย์คนสวยที่กำลังร่ายคาถา นอกจากนี้ยังมีสาวคนหนึ่งที่มีหน้าอกขนาดมหึมาที่ดึงดูสายตาผมมาก กำชับหอกขนาดใหญ่อยู่ในมือ แต่พอมองดูดีๆแล้วผมก็พบว่าเธอมีหูกับหางแมว ส่วนสาวสวยตนสุดท้ายมาพร้อมหูกับหางปุกปุย และธนูขนาดใหญ่
รวมแล้วเป็นทีมที่ประกอบด้วยสองหนุ่มและสี่สาว สำหรับหนุ่มๆทีมนี้นั้น อัตราความได้เปรียบถือว่าดีและได้รับการวางแผนมาอย่างดีแล้ว ในขณะที่องค์ประกอบการต่อสู้นับว่าดี ส่วนการเลือกสมาชิกทีมที่เหลือถือว่าดีเยี่ยม จากมุมมองของผมแล้วคิดว่าพวกเขาค่อนข้างเจ๋ง

หนุ่มนักดาบกับพลหอกสาวเป็นผู้เข้าจู่โจมแนวหน้า โดยได้รับการเสริมพลังป้องกันด้วยมนตราของสาวนักบวช ส่วนนักเวทย์ก็ร่ายเวทย์สนับสนุนและเวทย์ฟื้นฟูอยู่ข้างๆ ในขณะที่สาวนักธนูเคลื่อนที่รอบสนามต่อสู้ไปพร้อมกับการระดมยิง
นับเป็นการต่อสู้ที่น่าทึ่งมาก

เหล่ามนุษย์ทีมนี้เข้าปะทะกับพวกยักษ์อย่างเต็มพิกัด รวมถึงเจ้ายักษ์ตัวที่ดูแข็งแกร่งเป็นพิเศษนั่นด้วย
เมื่อมองดูดีๆแล้ว ทีมมนุษย์สามารถทำให้กลุ่มยักษ์ล่าถอยไปได้ แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆก็ตาม
การจัดวางทีมของพวกเขาได้เปรียบอย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งยังดูเป็นรูปแบบที่เปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญ คนกลุ่มนี้เป็นคนชั้นยอดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย


ว่ากันตามจริง มันไม่ยากที่จะยอมรับว่าแต่ละคนนั้นต่อสู้เก่ง บนสนามต่อสู้ พวกเขาต้องอาศัยศาสตร์[Arts] และอาชีพ[Job]ของตนเองอย่างมาก ในการใช้ความสามารถต่อสู้ตามธรรมชาติของพวกเขาเข้าสู้รบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวของนักดาบนั้นโดดเด่นมาก ความคล่องแคล่วและความกล้าหาญที่เหนือกว่าคนอื่นในทีมทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ

ถ้าจะจัดลำดับดู ผู้นำกลุ่มนั้นอยู่เหนือคนในทีมทั้งหมด รองลงมาเป็นสาวกึ่งมนุษย์สองตน ส่วนอีกสามคนที่เหลือถือว่าต่อสู้ได้ดี แต่ความสามารถนั้นถือว่าเป็นคนละชั้นกันเลย
ตอนนั้นเอง ทีมก็สามารถทำให้โฟโมเรียนตนหนึ่งทรุดลง และสร้างความเสียหายอย่างหนักกับมันได้ทัน ก่อนที่โฟโมเรียนอีกสองตนจะเข้ามาหนุนได้ทัน เจ้าโฟโมเรียนตนนั้นไม่น่าจะรอดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่ามันจะตาย ถ้าทั้งสองฝั่งไม่ตีกันจนตาย ผมก็จะรอจนมีโอกาสสังหารโฟโมเรียนที่อ่อนแอซักตนแล้วเก็บมันลงกล่องไอเท็มไว้กินทีหลัง
เมื่อดูเหมือนทีมมนุษย์จะได้เปรียบ ราชายักษ์ก็เริ่มก้าวเข้ามาแล้วปล่อยคลื่นกระแทกทำให้ทีมมนุษย์เสียความสมดุลย์ ส่งผลให้ทีมมนุษย์ต้องร่นถอยกลับ แต่นักดาบก็ทำให้กลับมาสู่ฟอร์มเดิมได้ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถโต้กลับไปได้ แต่ราชายักษ์ดูเหมือนจะหมดความอดทนและพร้อมที่จะจบเกมกับมนุษย์แล้ว

ตามความเห็นของผม ถ้ามีแค่เพียงพวกโฟโมเรียนทั่วไป มนุษย์พวกนี้น่าจะมีโอกาสชนะสูง แต่ในสถานการณ์ที่มีราชายักษ์เหมือนตอนนี้ มันก็ไม่ค่อยต่างจากภารกิจฆ่าตัวตายเลย
เมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะรอและสังเกตการณ์ต่อไป
การต่อสู้ก็ยังโหมต่อไปอีกพักใหญ่ แค่เวลาที่ผมมาคอยสังเกตการณ์ก็เกือบสองชั่วโมงแล้ว
ในที่สุดตัวโจมตีหลักทั้งสี่คนของทีมมนุษย์ก็แสดงออกถึงความอ่อนล้า ส่วนฝั่งโฟโมเรียนก็เริ่มล้มตายลงการทำงานเป็นทีมอย่างเยี่ยมยอดของทีมมนุษย์นั้นสามารถจัดการโฟโมเรียนทั่วไปลงได้ทั้งหมด แต่ยังคงเหลือราชายักษ์อยู่
นักดาบหนุ่มสามารถพิชิตโฟโมเรียนได้โดยตรงถึงสองตัวด้วยกัน ด้วยการเชือดคอพวกมันหลังถูกโจมตีระยะไกลจากนักเวทย์และนักธนู ในขณะเดียวกัน พลหอกสาวก็จัดการแทงทะลุกระโหลกของโฟโมเรียนตัวหนึ่งได้หลังจากตัดเส้นเอ็นที่ขาของมันแล้ว แต่เธอก็ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงพอดู ส่วนโฟโมเรียนตัวสุดท้ายก็ถูกกำจัดลงหลังจากที่ปะทะกันมาเป็นเวลานาน โดยการค่อยๆลดเลือดด้วยเวทย์กับธนูลงทีละน้อยจนกระทั่งมันล้มลง
ผืนดินถูกละเลงไปด้วยทะเลเลือดแดงฉาน ส่วนหน้าผาก็ค่อยๆไหลนองไปด้วยเลือดจำนวนมากจากซากศพ
ทันใดนั้น หมอกพิษก็เริ่มก่อตัวขึ้น พืชพรรณรอบบริเวณนั้นเริ่มโรยราอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นพิษที่รุนแรงทีเดียว
ดูเหมือนว่าพิษจะมาจากทางนักบวชสาว ดังนั้นน่าจะมีโอกาสสูงที่ไม่ใช่พิษทั่วๆไป

อย่างที่คาดเดาไว้ แม้พวกเขาจะเยี่ยมสักเพียงใด แต่ทีมมนุษย์ก็ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมสู้รบเลย
โล่ห์ของนักรบแตกสลายหลังรับการฟาดจากกระบองหินของโฟโมเรียนหลายต่อหลายครั้ง เขารอดตายเพราะความช่วยเหลือของพลหอกสาว แต่ก็ทำให้เอได้รับบาดเจ็บหนักเช่นกัน จากการปะทะกันเป็นเวลายาวนาน ทั้งนักบวชและนักเวทย์ต่างก็แทบจะไม่เหลือพลังเวทย์อยู่เลย นักเวทย์ชะงักเพราะพลังหมดจนต้องได้รับการช่วยเหลือจากนักธนูถึงสองครั้งด้วยกัน

นักธนูต้องไล่เก็บลูกธนูจากซากศพรอบสนามต่อสู้เพื่อนำมาใช้ใหม่ จากความยาวนานของการต่อสู้ ครั้งหนึ่งที่นักธนูถูกฟาดกระเด็นไป แต่โชคดีที่พลหอกรับไว้ทัน แต่นั่นก็ทำให้เธอบาดเจ็บไม่ใช่น้อย
จากอาการบาดเจ็บรุนแรงของสมาชิกสองคน นี่จะกลายเป็นการต่อสู้ที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยเชียว
ถ้าไม่หนี อย่างน้อยสามคนในทีมก็ต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน
ซึ่งขณะนี้ ทั้งนักธนูและนักรบโล่ห์ก็แทบจะถึงแก่ความตายอยู่แล้ว

หลังจากการประมือกันเพียงเล็กน้อย พลหอกสาวก็ทรุดลงเพราะบาดแผลที่เธอได้รับ ปล่อยให้นักดาบเป็นคนลุยแนวหน้าเพียงลำพัง
นักบวชพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะรักษาบาดแผลของนักดาบ เธอยอมสูญเสียพลังเวทย์จำนวนมากเพื่อฟื้นฟูร่างกายของนักดาบ
ว่ากันตามจริง คนกลุ่มนี้ต่อสู้ได้ดีทีเดียว ลองจินตนาการถึงขนาดที่ดูกระจิ๋วหลิวของมนุษย์ เมื่อเทียบกับโฟโมเรียนที่สูงตระหง่านกว่าหลายเท่าตัว ตามข้อเท็จจริงแล้วการต่อสู้ทั้งหมดนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยด้วยซ้ำ

การต่อสู้ยังคงโหมกระหน่ำต่อไปอีกพักใหญ่ นักดาบหนุ่มยังคงสู้ต่อ แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างสุดความสามารถ และร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีร่วมกับศาสตร์ที่หลากหลายและอุปกรณ์ชั้นยอด อย่างไรก็ตาม ยิ่งเขาดิ้นรนยาวนานขึ้นเท่าไหร่ ราชายักษ์ก็ยิ่งปัดป้องได้ง่ายขึ้นเท่านั้น การต่อู้โดยไม่สนข้อจำกัดก็สวยงามเท่าที่มันเป็นนั่นแหละ
เมื่อทุกอย่างใกล้จะสิ้นสุด สมาชิกทุกคนต่างยืนขึ้น ขณะที่ราชายักษ์ได้รับบาดเจ็บที่จุดหนึ่ง นักดาบหนุ่มกฌเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสที่นักบวชไม่สามารถรักษาได้ทัน
การเป็นฝ่ายชนะจะถูกตัดสินจากจุดนี้เป็นต้นไป
แต่ทันใดนั้น บรรยากาศก็เริ่มแปรเปลี่ยน
ผมได้ยินราชายักษ์เริ่มร่ายเวทมนต์

แม้ว่าผลที่เกิดจากคาถาชั้นสูงนี้จะเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ แต่นั่นก็ทำให้เหล่ามนุษย์เริ่มเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและหวาดกลัว
พวกผู้หญิงเริ่มมีสีหน้าสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าตนเองจะถึงฆาตแล้ว
ผู้เดียวที่ยังแสดงออกถึงความมุ่งมั่นคือนักดาบหนุ่ม เมื่อผมเห็นดังนั้นผมจึงตัดสินใจได้

ผมดึงหนึ่งในอาวุธระยะไกลออกมาจากกล่องไอเท็ม แล้วดัดแปลงมันอย่างรวดเร็วจนมันมีลักษณะคล้ายปืนไรเฟิลที่มือปืนลอบสังหารใช้ ลำกล้องปืนถูกทำให้ยาวขึ้นเพื่อความแม่นยำในการยิงที่มากที่สุด ท้ายที่สุดแล้วลำกล้องปืนถูกยืดจนยาวเป็นสองเท่าของขนาดตัวผม ผมเรียกมันว่า[Ginude] ผมรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะผมรู้ว่าทีมเหลือเวลาไม่ถึงสิบนาที ก่อนที่นักดาบหนุ่มจะล้มลง แล้วทั้งทีมจะถูกขจัดจนไม่เหลือซาก
ผมบรรจุความสามารถที่หลากหลายลงไปใน [Ginude] จากนั้นก็บรรจุลูกธนูดำจำนวนมากลงไป ซึ่งมันมีอานุภาพการทำลายล้างสูงถึง 5 เท่าของลูกธนูทั่วไป ที่สำคัญมันมีคุณสมบัติของเวทมนต์พื้นฐานที่ผมใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มพลังของมัน

แม้ว่าการยิงครั้งนี้จะสามารถทลายกำแพงปราสาทลงได้ แต่มันอาจไม่เพียงพอที่จะฆ่าราชายักษ์ก็ได้ เจ้านี่มีประสบการณ์มากมายและพลังป้องกันอาจจะสูงกว่าผมก็เป็นได้ นี่ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าการยิงครั้งนี้จะสำเร็จ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ผมก็ซ้อนทับความสามารถลงไปอีกหลายอย่าง
ผมต้องการจะเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะฆ่ามันในครั้งเดียวให้ถึงขีดสูงสุด แม้ว่าผมจะฆ่ามันได้หรือไม่ก็ตาม นี่ถ้าผมพลาดก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย มันอาจจะเป็นเพียงเสี้ยวนาทีที่ราชายักษ์เริ่มเตรียมการโจมตีแบบอื่นๆต่อไป สิ่งที่ผมต้องทำคือรอช่องว่างที่เหมาะสม ตอนนั้นผมจะจัดการมันด้วยทุกสิ่งที่มี

แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อราชายักษ์หัวเราะอย่างผู้มีชัยแล้วปล่อยพลังและเวทมนต์ทำลายพื้นที่โดยรอบ
ผมเตรียมลอบสังหารอยู่บนเนินเขา เตรียมที่จะจัดการเป้าหมาย และนี่คือโอกาสของผมล่ะ

[Ginude] ถูกเตรียมและอัดแน่นด้วยก๊าซไฮโดรเจนแรงดันสูง แรงระเบิดจะทำให้ลูกกระสุนพุ่งไปด้วยความเร็วสูง เมื่อรวมกับความสามารถต่างๆที่ผมผสานลงไปในอาวุธยิงชั้นเยี่ยมของผม มันย่อมดีกว่าอาวุธอื่นๆแน่นอน อาวุธที่ว่านี้คือปืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถยิงวัตถุใดๆออกไปด้วยความเร็วสูง ซึ่งกระสุนจะถึงเป้าหมายก่อนที่แรงโน้มถ่วงจะมีผลกับมันเสียอีก

อากาศถูกผ่าออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งคลื่นกระแทกและระลอกคลื่นของกระสุนนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ตอนที่ผมยิงนั้น ราชายักษ์อยู่ห่างจากทีมมนุษย์ไม่เท่าไหร่เลย

ผลข้างเคียงของการยิงครั้งนั้นทำให้หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียง คลื่นกระแทกก่อให้เกิดทซึนามิเลือดพุ่งใส่ทีมมนุษย์
ส่วนกระสุนทะลุผ่านไปยังหน้าผา และเกิดระเบิดขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของหน้าผาทลายลง ซากศพของโฟโมเรียนจำนวนมากหล่นลงไปด้วย ผลการทดลองครั้งแรกของอาวุธนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ

หัวของราชายักษ์ถูกแหวกออกแล้วเริ่มตกลงสู่พื้น
ส่วนลำตัวของมันเริ่มทรุดลง แล้วล้มลงด้านขวาของทีมมนุษย์
ที่จริงแล้วผมเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด พร้อมกับเมื่อลูกกระสุนถูกยิงออกไป ผมเข้าไปอยู่ในระยะที่ใกล้พอที่จะเห็นผลของการโจมตีครั้งนั้น เมื่อราชายักษ์ตาย ผมใช้ความเร็วสูงของผมช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ไม่ไห้ถูกทับตาย

หลังจากนั้น เมื่อหน้าผาเริ่มถล่ม และผมพยายามทำให้มั่นใจว่ามนุษย์พวกนี้จะไม่ถูกหินทับตาย เพื่อตอบแทนที่พวกเขามอบการแสดงชั้นเยี่ยมให้ผมชมอยู่นานสองนาน

สุดท้ายแล้วผมก็เป็นคนดีเนอะ.
แม้ว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่เพิ่มเข้ามา แต่พวกเขาก็ไม่ใช่เป้าหมายของผมอยู่ดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปล่อยให้มนุษย์ที่กำลังอ่อนแอถูกหินทับตายหรอก

จากนั้น ผมจึงมุ่งความสนใจไปไปที่ราชายักษ์ ทั้งร่างกายที่ฉีกขาด และหัวที่ถูกแยกออกจากตัว ผมสแยะยิ้มให้กับการที่ร่างของราชายักษ์ได้ปล่อยคลื่นทำลายล้างออกมา เพียงเพื่อทำร้ายซากร่างของตัวมันเอง มันถูกฆ่าตายในพริบตา จนไม่รู้ตัวว่าตัวเองตาย ทำให้ร่างกายยังสั่งการทั้งที่ตัวมันตายไปแล้ว
หลังจากชื่นชมชัยชนะอยู่ครู่ใหญ่ ผมก็เริ่มเก็บซากของราชายักษ์และโฟโมเรียนตนอื่นๆ ผมไม่ปล่อยให้มีชิ้นส่วนใดๆตกหล่นเลย ก่อนที่จะยัดลงไปในกล่องไอเท็ม
ทีแรกผมยังไม่แน่ใจว่าร่างกายขนาดมหึมาของพวกมันจะยัดลงไปในกล่องไอเท็มได้ แต่ความสงสัยก็หมดไป เมื่อมันสามารถใส่เข้าไปได้แบบไม่มีปัญหาใดๆ
หลังจากที่ผมดำเนินการเรียบร้อย ผมก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าจะฆ่าทีมมนุษย์เพื่อเอาอุปกรณ์และความสามารถดีไหมนะ ช่างยากที่จะตัดสินใจเหลือเกิน ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเข้ามาเป็นกำลังของผมช่างน้อยนิด

วุ้ย จริงๆตั้งแต่แรกผมก็ตั้งใจว่าจะฆ่าทุกคน ทุกตนที่นี่ให้หมดหลังจากทั้งฝ่ายเริ่มหมดแรง แต่ตอนนี้ผมดันมาลังเลกับการตัดสินใจนั่น
นักบวชไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เธอกระวนกระวายและตื่นตระหนก ทันทีที่ราชายักษ์จะสังหารพวกเขา แต่คอของมันกลับระเบิดคลื่นเลือดใส่พวกเขาแทน ไม่เท่านั้นพวกเขายังได้รับการช่วยเหลือจากหินที่ถล่มลงมาอีกด้วย นี่เป็นสถานการณ์ที่ทำให้คนส่วนมากอึ้งแน่ๆ
ในสภาพนี้ ผมสามารถชำแหละพวกเขาได้โดยง่ายเลย
ผมเข้าไปใกล้ๆพวกเขา โดยปล่อยให้ความสามารถต่างๆของผมยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เจตนาที่จะฆ่าของผมยังสูงอยู่
ทันใดนั้นนักรบโล่ห์และพลหอกสาวที่มีบาดแผลเหวอะหวะก็ออกมายืนกันให้นักบวช แม้ว่าพวกเขาก็บาดเจ็บหนักเหมือนกัน อุปกรณ์เกือบทั้งหมดก็ย่อยยับ เสื้อผ้าขาดวิ่น ตัวเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลริน ทั้งสองคนนั้นมีร่างกายบางส่วนที่บิดเบี้ยวซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการที่กระดูกหักแทบทั้งตัว
แววตาของพวกเขายังลุกโชน หลังจากที่เห็นแบบนั้น ผมก็ยุติความกระหายเลือดทันที เหมือนว่าสองคนนั้นจะรู้สึกได้ พวกเค้าก็ยังไม่ลดการ์ดลง

ทันใดนั้นผมก็เริ่มคิดว่า มันไม่ควรที่จะฉวยโอกาสที่พวกเค้าอ่อนแอ หลังจากที่พวกเค้าต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาเป็นเวลานาน ผมก็โผล่มาแทรกแซงการต่อสู้อันทรงเกียรติของพวกเค้าแล้วขฌมยรางวัลทั้งหมดของพวกเขาไป ความคิดที่จะฆ่าพวกเขาในขณะนี้ทำให้ผมรู้สึกแย่
จากนั้นผมจึงหันไปหานักดาบหนุ่ม ผมเดินเข้าไปพร้อมมองเข้าไปในตาเขา แม้แววตาของเขาจะดูอ่อนล้าแต่ยังคงลุกโชนด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบ ถ้าต้องฆ่าคนแบบนี้ที่ไม่เกรงกลัวผมจะน่าเสียดายนัก จะกินเลือดเนื้อของเขาทั้งที่ยังไม่ได้สู้กันมันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน มันน่าเสียดายที่จะฆ่าเขา

ผมตัดสินใจว่าจะจับพวกเขามากับผมแทน ผมบอกพวกเขาว่าผมจะไม่ฆ่าพวกเขาถ้ายอมมากับผม เมื่อได้ยินดังนั้น นักดาบหนุ่มก็มองตาผมหลายรอบก่อนจะตอบตกลง
ผมได้ศพโฟโมเรียนจำนวนมาก รวมถึงเนื้อของราชายักษ์ ยิ่งไปกว่านั้นผมยังได้มนุษย์ที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่งมาเข้าร่วมอีกด้วย โบนัสอีกอย่างที่ได้คือมีคนสวยๆหลายคนในกลุ่มด้วย
หลังจากที่นักดาบหนุ่มตอบตกลงข้อเสนอ เขาก็ไม่แสดงท่าทีเป็นศัตรูอีกต่อไป ในขณะที่คนอื่นๆยังคงระแวดระวังตามเดิม ผมเริ่มการรักษาพวกเขาทีละคน ผมเริ่มที่นักรบโล่ห์ ที่เหมือนว่าเค้าจะตายลงทุกเมื่อ ผมใช้ยาชีวิต ที่แอลเคมิสซังเป็นคนทำขึ้น เพื่อให้อาการของเขาคงตัว ก่อนที่จะไปรักษาสาวกึ่งมนุษย์สองตนต่อ
นักบวชและนักเวทย์น่าจะสามารถฟื้นฟูตนเองได้ตามธรรมชาติ แต่กระนั้นผมก็บังคับพวกเค้าให้ดื่มยาฟื้นฟูพลังเวทย์ ซึ่งเป็นผลงานของแอลเคมิสซังเช่นกัน

ระหว่างการต่อสู้ พวกเขาสูญเสียพลังไปมาก ในกรณีที่มันถูกใช้จนหมดไวเกินไป อาจมีผลกระทบอื่นๆต่อร่างกายตามมา ซึ่งผมพยายามเลี่ยงมัน
ผมสามารถใช้ [เลือดอายุวัฒนะ Blood Elixir] ของผม เพื่อทำให้พวกเขากลับสู่สภาพสมบูรณ์ได้โดยง่าย แต่ผมก็คิดว่ามันคงจะเสี่ยงทำให้ข้อมูลเรื่องนี้รั่วไหลออกไป อีกทั้งอาการของพวกเขาก็อยู่ตัวแล้ว และน่าจะฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ

พวกเขาเริ่มคลายความระแวดระวังลงหลังจากที่ผมรักษาพวกเขา พวกเขาคิดกันไปต่างๆนานาว่าผมเป็น โอเกอร์ เมจ Ogre Mage (นักเวทย์) ที่ล่ำรือกันว่าทรงพลัง แต่แทบจะไม่โจมตีมนุษย์
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความกระหายเลือดของผมทรงพลังมากจนทำให้หลายต่อหลายคนหยุดความคิดที่จะโจมตีผม

ผมถูกถามถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับศพพวกนั้น ซึ่งผมโกหกพวกเขาไปว่าผมใช้ไอเท็มเวทมนต์เก็บพวกมันไว้
ในสถานการณ์นี้ก็ยังเสี่ยงต่อการรอดชีวิตของผม แม้ว่าทีมนี้จะยังคงอ่อนแอ แค่ความจริงแล้วนักดาบหนุ่มก็ยังคงต่อสู้กับผมไหวอยู่ ผมไม่ต้องการให้ความละโมบในไอเท็มต่างๆของพวกเขามากลืนกินชีวิตผม ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการเอาชนะใจพวกเขา แม้ว่าบางคนจะยังไม่ยอมรับการโน้มน้าวเท่าไรนัก แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีทีท่าแบบนั้นกับผม ความตึงเครียดจึงค่อยๆคลายลง

นอกจากนี้ผมยังพยายามชักจูงพวกผู้หญิงมาเป็นของผม แต่ผมก็ต้องรีบหยุดความคิดเสี่ยงๆที่จะหลงใหลไปกับความงามของพวกเธอลง นี่น่าจะทำให้ผมเป็นต่อนักดาบหนุ่มได้มากกว่า หลังจากที่รักษาพวกเขาเสร็จ ผมก็ถูกถามว่าทำไมถึงช่วยพวกเขา ผมก็ตอบว่าขณะที่กำลังเก็บสะสมวัตถุดิบอยู่ในละแวกนี้ พอเห็นพวกเขาจะถูกฆ่า ผมก็ตัดสินใจที่จะหยุดรอและหาโอกาสช่วย
ทั้งกลุ่มเริ่มสงสัยในเรื่องราวของผม ทั้งที่มีเพียงบางจุดที่น่าสงสัยเท่านั้น สิ่งที่ผมบอกไปก็ไม่ใช่การโกหกเสียทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของการออกหาวัตถุดิบ และการกระทำเมื่อเห็นพวกเขากำลังจะถูกฆ่า แต่คนที่เชื่อเรื่องนี้ในทันทีคือนักดาบหนุ่ม ที่คำนับผมพร้อมแสดงความขอบคุณ

ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นค่อยๆทลายลางหลังจากที่นักดาบหนุ่มแสดงท่าทีเช่นนั้น ผมยังเก็บวัตถุดิบจากโฟโมเรียนได้ไม่พอ ผมจึงเริ่มเก็บต่อหลังจากนั้น
ขณะที่ผมกำลังทำเช่นนั้นอยู่ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าผมมีภารกิจที่ต้องทำอยู่ (ส่งเจ้าหญิงกลับปราสาท) มันไม่เป็นการดีเลยที่จะนำคนติดสอยห้อยตามไปมากมาย เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงกับกลุ่มของผมมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วผมกับทีมมนุษย์นั้นก็แยกทางกัน

ผมเร่งที่จะออกจากบริเวณนั้น เพราะเหลือเวลาไม่มากที่จะได้รับความสามารถจากการกินศพที่เริ่มเสื่อมสภาพลง แม้ขณะที่เริ่มกินผมก็ยังวิตกอยู่ว่าจะเป็นการเปิดช่องให้โจมตีหรือไม่ รวมถึงอาจจะสูญเสียของรางวัล(ศพ)ไปในสถานการณ์นี้

ผมใช้ออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเวลาราวสิบนาที เพื่อหาที่ปลอดภัยที่จะกินส่วนที่เหลือต่อ

แม้ว่าส่วนหัวจะหายไป แต่ร่างกายของอสูรตนนี้ก็ยังใหญ่เกิน ผมต้องใช้เวลาอยู่นานสองนานเพื่อจะกลืนกินลงไปทั้งหมด ดังนั้นผมจึงตัดสินใจพิสูจน์ทฤษฎีหนึ่ง โดยการกลายร่างเป็นสไลม์ขนาดใหญ่ โดยใช้ [การเปลี่ยนร่าง Metamorphosis] ผมใช้ชั้นบางๆของร่างกายห่อหุ้มร่างของราชายักษ์เพื่อดูดกลืนทุกสิ่งอย่าง แม้ว่าร่างของมันจะใหญ่สักเพียงใด และต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อจะกินตามปกติ แต่นี่เป็นทางที่ดีที่สุดที่จะลอง

ท้ายที่สุด ก็ไม่มีปัญหาใดๆและผมก็ดูดกลืนซากศพทั้งหมดลงไปอย่างรวดเร็วง่ายดาย

ความสามารถที่เรียนรู้:【สายตาปีศาจมรณะ Deadly Evil Eye】
ความสามารถที่เรียนรู้:【การฆ่าเกินกว่าเหตุ Overkill】
ความสามารถที่เรียนรู้:【Giant King's Supreme Strike】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ศักดิ์ศรีแห่งราชายักษ์ Giant King's Dignity】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ความรอบรู้แห่งราชายักษ์ Giant King's Wisdom】
ความสามารถที่เรียนรู้:【เลือดและเนื้อแห่งราชายักษ์ Giant King's Flesh and Blood】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ร่างกายแห่งราชายักษ์ Giant King's Body】
ความสามารถที่เรียนรู้:【พลังชีวิตของยักษ์พิศวงVitality of the Mysterious Giant】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ขวานเหล็กของยักษ์ Giant's Iron Hammer】
ความสามารถที่เรียนรู้:【การสังหารแบบยักษ์ Giant Killing】
ความสามารถที่เรียนรู้:【แง่มุมของยักษ์ Aspect of the Giants】
ความสามารถที่เรียนรู้:【แขนซ้ายแห่งพายุทะลวง Left Arm of Penetrating Storms (Parjanya)】
ความสามารถที่เรียนรู้:【แขนขวาแห่งฟ้าร้องคำราม Right Arm of Roaring Thunder (Ilatiki)】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ความต้านทานน้ำอย่างสมบูรณ์ Complete Aqua Resistance】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ความต้านทานสายฟ้าอย่างสมบูรณ์ Complete Lightning Resistance】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ความต้านทานนัยน์ตาปีศาจอย่างสมบูรณ์ Complete Evil Eye Resistance】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ความต้านทานดินอย่างสมบูรณ์ Complete Earth Resistance】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ผู้ครองแคว้น Region Ruler】
ความสามารถที่เรียนรู้:【การกดขี่ข่มเหงแบบราชา Tyranny of the King】
ความสามารถที่เรียนรู้:【การอัญเชิญขั้นต่ำ: ยักษ์ Lesser Summoning: Giant】
ความสามารถที่เรียนรู้:【ภาษายักษ์ Language of the Giants】

แม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะได้ความสามารถมากมายมาจากตามแต่ละสายพันธุ์ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเรียนรู้รวดเดียวมากกว่ายี่สิบอย่าง
ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่สามารถซ่อนความประหลาดใจไว้ได้เลยทีเดียวเชียวล่ะ
ว่าสัตว์ประหลาดพวกนี้ทรงพลังมากเพียงใด แต่ผมก็ต้องทำใจให้สงบแล้วเดินทางกลับ
ผมต้องการที่จะอยู่กับลูกๆให้มากเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นผมจึงยุติการออกล่าแต่เพียงเท่านี้

ขากลับ ผมพยายามทดลองความสามารถหลากหลายที่เพิ่งได้รับมา ครั้งหนึ่งที่กระต่ายหิมะโผล่ออกมา ผมลองใช้ [ขวานเหล็กของยักษ์] เพื่อสู้กับมัน ทันใดนั้นก็เกิดภาพมายาถึงบางสิ่งที่ทรงพลังในแขนของผม เมื่อผมเหวี่ยงออกไป กระต่ายตัวนั้นก็ดูคล้ายบุปผาสีเลือดแล้วก็หายไปทันที มันเป็นความสามารถที่น่ากลัวมากแต่ก็มีประโยชน์มากเช่นกัน
หลังจากนั้น ก็ไม่มีสิ่งน่าสนใจเกิดขึ้นแต่อย่างใด เมื่อถึงถ้ำผมก็รีบเข้าไปสวมกอดลูกๆโดยไม่รู้ตัว
เมื่อผมได้ยินคำว่า “ป๊ะป๋า” ซึ่งสองศรีพี่น้องได้สอนลูกๆของเราเมื่อตอนที่ผมออกล่า คนที่เอ่ยคำนี้ออกมาคืออาร์เจนโต้ลูกชายของผม อา นี่ช่างรู้สึกดีจริงๆ ชักอยากจะมีกล้องไว้บันทึกฉากสำคัญนี้แล้วสิน่า ผมจะเก็บภาพประทับใจนี้ไว้ในความทรงจำต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผมติดต่อคนแคระและเอลฟ์ที่ฐานทัพ เพื่ออวดถึงประสบการณ์การเติบโตของลูกๆ ผมคาดว่าเมื่อผมเป็นคนที่ค่อนข้างพิเศษ ลูกๆของผมก็คงไม่ต่างกัน

หลังจากที่ผมเล่นกับออโร่และอาร์เจนโต้สักพัก ผมก็บดเขาของเจ้ากวางเขาให้เป็นผง แล้วผสมลงในนมแม่ให้พวกเขาดื่ม ร่างของออโร่และอาร์เจนโต้เริ่มเปล่งประกายเรืองรอง แล้วลูกแก้วที่หลังมือของพวกเขาก็เริ่มส่องสว่างขึ้น เป็นไปได้ว่าพวกเขาน่าจะมีขีดความสามารถที่คล้ายกับผม ซึ่งจะทำให้พวกเขาเป็นนักรบที่เก่งกล้าในอนาคต
เจ้ากวางขาวนั่นน่าจะทรงพลังมาก ดีที่เขาของมันใหญ่พอที่จะเป็นอาหารเสริมให้ลูกของผมได้จนโต ด้วยพลังของมันน่าจะช่วยเพิ่มพลังและศักยภาพให้ลูกๆของผมได้ดีทีเดียว
หลังจากคิดเช่นนั้น ผมส่งส่วนเล็กที่มีไปให้สาวผมแดง ซึ่งเมื่อเธอได้ชิมเข้าไป นัยน์ตาของเธอก็เปล่งกระกายแสงสีแดงก่ำ จากนั้นร่างกายของเธอก็สะท้านจากการได้รับพลังมหาศาลของเขากวางนั่น
เมื่อได้เห็นดังนี้ ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะชิมบ้าง

ได้รับความสามารถ [ลูกรักของ ■■■]
ได้รับความสามารถ [การพิทักษ์จากอสูร ■ ]

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็กระจ่างแล้วว่าผมคิดผิดทั้งหมดเกี่ยวกับอสูรตนนี้ มันน่าจะเท่าเทียมกับพระเจ้าแห่งอดีตกาลเชียวล่ะ พลังของมันสูงมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองอวดดีมากที่คิดว่าตนเองจะมีโอกาสชนะอสูรตนนี้ ไม่มีโอกาสที่ผมจะเอาชีวิตรอดจากมันได้เลย
ความจริงก็คือที่ผมไม่ถูกฆ่าเพราะเจ้ากวางขาวนั่นยังปราณีผม

ผมรู้สึกว่าตนเองใจร้อนและยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ผมสาบานกับตัวเองว่าผมจะต้องมีพลังมากกว่ากวางขาวให้ได้
ถ้าผมได้พบมันอีก ผมจะระวังมากกว่านี้และใส่ใจในความแข็งแกร่งของมันให้มากขึ้น
เจ้ากวางขาวนี่น่าจะมีรสชาติอร่อย ผมยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสนั่นเลย

พลันใจผมก็วกกลับมาคิดเรื่องลูกๆ ผมสงสัยว่าถ้าพวกเขาได้รับความสามารถบางส่วนของผมไป โดยเฉพาะความสามารถในการดูดกลืนความสามารถนั่น น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากจะพบว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นที่สามารถดูดกลืนความสามารถของเหยื่อ นอกเหนือจากผมอีกหรือไม่
นอกจากนี้ สาวผมแดงยังได้รับอาชีพใหม่ [ผู้กลืนกินอสูรศักดิ์สิทธิ์ Sacred Beast Eater] เมื่อเห็นเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับลูกๆของผมแล้ว พวกเขาอาจจะได้อาชีพเดียวกัน หรือพวกเขาอาจจะได้รับความสามารถ [การพิทักษ์จากอสูร ■ ] ด้วยเช่นกัน
เอาเถอะ เด็กๆน่าจะยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ผมล้ามาก
ซึ่งก็ทำให้ผมยอมจำนนต่อความง่วงในที่สุด
.........
.......
[เลเวลเกินกว่าที่ได้รับการระบุไว้]
.........
[เงื่อนไขพิเศษครบถ้วน « การสังหารหมู่กองทัพ Army Massacre »« เทพเจ้าจำลอง Pseudo Divinity »« การสังหารผู้คุมพื้นที่ Landlord Killing »«การสังหารราชายักษ์ Giant King Killing »« การประกาศ ■■ ■■ Declaration» ทำให้สามารถใช้งาน [อะพอสเซิล ลอร์ด สายพันธุ์ที่สาปสูญ Apostle Lord Extinct Species] เพื่อ [ยกระดับ] ได้].

[คุณต้องการจะ [ยกระดับ]หรือไม่?]

[«ใช่» «ไม่»]


ผมเลือก «ใช่» ในขณะที่สติก็ได้ดับวูบลง พร้อมจมลงสู่การหลับไหลอันมืดมิด
...............
...........
[โอกาโร่ได้รับการยกระดับถึงระดับที่ระบุไว้]

[นามที่แท้จริงที่ได้รับจาก ※※※ สามารถใช้งานได้]

[โอกาโร่ ได้รับนามที่แท้จริงว่า ยาเทนโดจิ]
[ยาเทนโดจิ ได้รับทักษะเฉพาะตัว]

[ทักษะเฉพาะตัวของยาเทนโดจิ:]

[ได้รับความสามารถ {ผู้นำแห่งการชุมนุมปีศาจ} ]
[ได้รับความสามารถ {การยอมรับในการชุมนุมปีศาจ} ]

[ยาเทนโดจิ ได้รับเงื่อนไขพิเศษ ในการเป็นที่รักของพระเจ้า]

[มีเงื่อนไขพิเศษครบถ้วน ได้รับเลือกจาก ※※※,ยาเทนโดจิ ได้รับความสามารถพิเศษ 5 แบบจาก ※※※ ]

[พบข้อผิดพลาด]

[จากความสามารถพิเศษที่ได้รับทั้งหมด ยังไม่พบเงื่อนไขการปลดปล่อยอีก2อย่าง]

[ปลดปล่อยความสามารถทั้งหมดที่ตรงตามเงื่อนไขแล้ว]

[ยาเทนโดจิจะได้รับความสามารถดังต่อไปนี้:]

[ความพิโรธแห่งสรวงสวรรค์ Wrath of Heaven]

[ผู้ขโมยชะตากรรม Fate Stealer]

[โชคชะตาของบุคคลสำคัญตามตำนาน {ปีศาจอุปราคาสีดำ Black Eclipse Demon} ]

[ความสามารถพิเศษ ■■■■] ยังคงสถานะปิดกั้น {ไม่พบเงื่อนไข} ]

[ความสามารถพิเศษ ■■■■] ยังคงสถานะปิดกั้น {ไม่พบเงื่อนไข} ]

DAY 108

เมื่อผมตื่นขึ้นมา ผมพบว่ามีหลายๆอย่างเปลี่ยนไป ในตอนแรกผมรู้สึกสับสนเล็กน้อยแต่ทว่าผมก็ต้องยอมรับมันเนื่องจากผมเลเวลเต็มแล้วมันเปลี่ยนร่างกายและพลังของผม แต่ผมคิดว่าผมจะควบคุมมันได้

อย่างแรก ร่างกายของผม

ผมแร๊งขึ้นและรูปร่างผมเปลี่ยนเป็น Apostle Lord(สาวกพระเจ้า – ในส่วนนี้ผมไม่รู้จะแปลชื่อคลาสมันยังไงนะครับซึ่งคลาสนี้เป็น{Extinct Species}หรือคือเป็นคลาสที่สูญพันธ์ไปแล้ว)

ผมจึงอยากรู้ว่าคลาสของผมสามารถทำอะไรได้บ้าง

แม้ว่าในอดีตคลาสนี้จะมีจำนวนน้อยแต่อาจเป็นเพราะว่ามีการแข่งขันทางสายพันธ์สูงจึงทำให้สายพันธ์นี้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไป

ผมเคยเป็นอันดับที่สองในส่วนสูงเมตรครึ่งแต่ว่าในตอนนี้ผมยืนอยู่ที่ประมาณสองเมตร อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นแต่ผมได้กลายเป็นผู้ชายสูงไปซะแล้วว

กล้ามเนื้อและมือของผมอาจจะเล็กลงแต่ว่ามีมัดกล้ามเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนผมต้องการที่จะบอกว่าผมนั้นมีพลังมากกว่าเมื่อตอนที่ผมยังเป็น Orge อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้ผมรู้สึกมีพลังรู้สึกเหมือนตอนที่ผมเลื่อนขึ้นจาก Goblin กลายมาเป็น Ogre นั้นพลังมันเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

ผมแน่ใจว่าถ้าผมจัดการ Rank-up ในอนาคตได้แขนของผมจะใหญ่ขึ้น

สีผิวของผมยังคงเป็นสีดำแต่รอยสักสีแดงบนตัวของผมได้กลายเป็นสีทองเข้มไปแล้ว นอกจากนี้ ผมมีเขาเพิ่มขึ้นตรงกลางหน้าผากมันชี้ตรงและโค้งขึ้น เขาของฉันหนาและยาวขึ้นด้วย ผมลองเอาหัวโขกกับกำแพงดูเพื่อทดสอบมัน มันเกือบจะเกิดถ้ำเนื่องจากพละกำลังของผมที่มากขึ้น

ผมของผมยาวลงไปจนถึงเอว

ผมกำลังจะตัดมัน ส่วนใหญ่เพราะผมไม่เคยคิดที่จะไว้ผมยาว เมื่อ อเคมิสซังเข้ามาหามันดูเหมือนว่าเธอจะชอบลักษณะใหม่ของผมและไม่ต้องการให้ผมเปลี่ยนมัน(อดตัดผมเลยตู TT) เมื่อเธอทำหน้ามุ่ยใส่ทำให้ผมหยุดที่จะตัดให้ผมของผมสั้น ผมผูกมันเป็นหางม้าด้วยด้ายสีทอง ผมรู้สึกว่าผมของผมจะกลายเป็นของเล่นของอเคมิสซังในบางเวลา

ตาของผมเปลี่ยนเป็นสีแดงเป็นสีเดียวกันกับของแดมมิจัง การมองเห็นของผมคมชัดขึ้น ทำให้ผมสามารถอ่านหนังสือที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 15เมตรได้ และสามารถใช้ในการหาทางที่ดีได้ในการเดินทางซึ่งผมะทดลองมันในภายหลัง

ในเรื่องของ Ogre Orbs ที่พระเจ้าประทานมาให้ ผมมีมันถึง5อัน อันแรกนั้นฝังอยู่ที่หน้าอก อันที่สองและสามอยู่ที่ข้อศอกข้างละอันสุดท้ายอันที่เหลืออยู่ที่เข่าทั้งสองข้าง สีของมันผสมกันระหว่างสีดำ,แดงและทอง ผมไม่รู้ว่าแต่ละ Orbs ที่ได้รับมามีพลังอะไรแต่ทั้งหมดที่ผมรู้ผมยังไม่ได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมดของร่างกายนี้ ผมจะหาโอกาสในการทดสอบร่างกายในภายหลัง

รูปแบบในปัจจุบันของคลาส Apostle Lord มีเกราะชีวภาพ(ผมว่าคงเหมือนกับโคโบลที่เวลาเปลี่ยนคลาสได้อาวุธติดตัวมาครับ)ซึ่งมันเหมือนกับอะไรที่ โดโดเมะจังสามารถสร้างได้ รูปแบบของสนามพลังปีศาจฝังอยู่ในร่างผมอย่างผิดปกติ ร่างกายของผมใส่กางเกงในและกางเกง

กางเกงอยู่ในระดับ Unique และเมื่อผมถอดมันออกมาเพื่อทดสอบความต้าน มันต้านทานการตัดและทุกๆอย่างได้ มันดูเหมือนว่ากางเกงของผมจะโคตร Unique เพราะกางเกงนี้มีความต้านทานสูงสุดต่อดาบไม่มีความกดดันต่อช่วงล่างของผมหรอกดาบมักจะไม่เคยผ่านมาเพราะผมจะทำลายมันก่อนที่จะทำความเสียดายกับเสื้อผ้าของผมซึ่งส่วนมากจะเป็นเพราะแรงที่มากเกินไปของผมเอง

มันดูเหมือนว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกัน ผมจะไม่ถอดมันออกเนื่องจากมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผม แน่นอนว่ามันสามารถถอดได้แต่ว่าผมไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าที่เข้ากันในอดีตที่ผ่านมา

มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีใจเกี่ยวกับเกราะชีวภาพมันทำให้ผมเปลือยกายครึ่งหนึ่ง(The only real thing I'm unhappy about having this biological armor is that it leaves me half naked, leaving me only in pants. My abs are totally exposed)ตรงประโยคนี้ผมไม่ค่อยจะเข้าใจว่า abs มันหมายถึงอะไร

สาวผมแดงรู้สึกสนใจและตรวจสอบร่างกายใหม่ของผมอย่างละเอียด...มันไม่ได้ทำให้ผมหนาวหรือรู้สึกอายที่ถูกตรวจสอบ(ตรงประโยคนี้ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจ)

ตั้งแต่ที่ร่างกายผมเปลี่ยนไปจนไม่น่ากลัว บางคนเริ่มที่จะตกใจในร่างกายใหม่ของผมทำให้ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อคลุมเวลาอยู่ที่เมืองแล้วก็เป็นได้

จากนั้นผมเห็นว่าสองแฝดพี่น้องได้รับอาชีพใหม่หลังจากตื่นในวันนี้ พวกเธอได้รับ

[Job-Demon Child's Holy Mother], แม่พระเด็กปีศาจ

รูปร่างของเธอเปลี่ยนเล็กน้อยทำให้รู้ว่าเธอเป็นแม่ของเด็กมันเป็นความสามารถที่จะได้รับจากการเป็นแม่ของเด็กที่มีสายเลือดปีศาจ

แม้ว่ามันเป็นความหมายเชิงลบในการกลายเป็นแม่ของเด็กปีศาจ มันก็เป็นสัญลักษณ์ในความผูกพันธ์ระหว่างสองครอบครัวและเด็ก ได้ยินอย่างนี้แล้วผมไม่สามารถช่วยได้และผมจึงกอดพวกเธอ

Auro และ Argento ใส่ชุดเด็กที่ฝาแฝดกับผมช่วยกันทำขึ้น ในตอนนี้เด็กน้อยสามารถที่จะพูดประโยคง่ายๆได้แล้ว “Papa, Papa I love” เมื่อผมได้ฟังมันทำให้หัวใจผมละลายนั่นเป็นความจริงที่ว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว

กลับมาที่เหตุการณ์ในวันนี้ เมื่อผมตื่นขึ้นมาในตอนแรกเจ้าหญิงได้มองผมอยู่เธอดูตกใจและกรีดร้องออกมา อัศวินหนุ่มรีบตามมาตรวจสอบและคนอื่นๆก็ตามเข้ามาแม้ว่าหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีของความกลัวสีของร่างกลายผมก็กลับเป็นเหมือนเดิมรวมทั้งสีผมเจ้าหญิงเป็นคนแรกที่คิดออกว่าผมเป็นใครเธอปีนขึ้นไปบนไหล่การกระทำของเธอทำให้คนอื่นๆรู้ว่าผมคือใคร

ผมไม่สามารถบอกได้ว่าผมดูเปลี่ยนไปแต่สิ่งที่ผมได้รับมาทำให้ผมมีรอยสักที่เปลี่ยนไปและมีออร่าที่แข็งแกร่งผมคงไม่ว่าพวกเขาหรอกจากการระมัดระวัง

อ๋อ ใช่ผมลืมพูดถึงไป เมื่อก่อนผมเคยหลบซ่อนสีของผมจากเจ้าหญิงและคนอื่นๆจากการค้นพบพรจากพระเจ้ามันจะเป็นปัญหาถ้าผมถูกโจมตีจากการถูกเปิดเผย

ดีมันคงจะแย่มากถ้าทั้งสองพบและโจมตีผมเพราะผมมีพรจากพระเจ้า

ผมพยายามที่จะเปลี่ยนสีกลับแต่ดูเหมือนว่าสีฐานของสายพันธุ์นี้จะเป็นสีดำดังนั้นผมจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนมัน

ด้วยความยินยอมจากบรรดาผู้หญิงของผม ผมจึงอยู่ในรูปร่างใหม่ได้(คือมันไม่ต้องเปลี่ยนอะครับ)

ผมยังคงอยากรู้ว่าทำไมผมจึงได้รับพรจากพระเจ้า แต่คำถามดังกล่าวคงจะต้องใช้เวลาในการหาคำตอบผมมั่นใจเช่นนั้นในตอนนี้เจ้าหญิงตกลงที่จะเก็บเรื่องพรของผมเป็นความลับ


ร่างกายของผมมันยากที่จะควบคุม เมื่อทุกๆอย่างมีขนาดเล็กกว่าที่เคยเป็นมาก่อนและด้วยพลังที่มากเกินไปทำให้การทำอะไรต่างๆของผมมันดูน่ารำคานดังนั้นผมจึงใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการทำความคุ้นเคยกับร่างกายใหม่

ล่าสุดผมมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสองสกิลที่ถูกผนึก ผมมีความสุขมากเพราะผมรู้เงื่อนไขในการทำให้มันสำเร็จ

หลังจากนั้นพวกเราทานอาหารเช้า ผมรู้สึกหิวมากและกินมากกว่าปกติถึงสามเท่าของที่ผมเคยกิน

หลังจากนั้น เจ้าหญิงยังคงนั่งอยู่บนไหล่ของผมและเราก็ได้ก้าวผ่านภูเขาเท่าที่เราสามารถเดินทางได้ในวันนี้

DAY 109

ต่อจากสองพี่น้อง วันนี้ผมสังเกตเห็นว่าท้องของสาวนักตีดาบ(Blacksmith-San)และสาวนักปรุงยา(Alchemist-San) เริ่มโตขึ้น ครั้งนี้ผมแทบจะไม่ตื่นตกใจและสามารถทำไปตามขั้นตอนตามปกติ คือคอยให้พลังงานแก่พวกเธอ ขณะเดียวกัน ก็มองหาทำเลสำหรับให้พวกเราพัก แต่โชคร้าย เราไม่พบถ้ำที่ดูเหมาะๆอีกเลย นับตั้งแต่พวกเราเดินทางออกมาจากภูเขาเมื่อวันก่อน หลังลองพยายามมองหาอีกพักนึง พวกเราก็ไม่มีทางเลือก พวกเราจำเป็นต้องหยุด

ผมขอร้องให้ลอร์ดแห่งไฟ(Fire lord-kun)และเจ้าหญิงออกไปจากรถม้า ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ผมจำเป็นต้องทำคลอดลูกๆของผมในรถม้านี้แหละ! ขณะทำคลอด ผมเผลอปล่อยให้เจ้าหญิงจอมแก่นเข้ามาเห็นตอนผ่าตัดเปิดหน้าท้องให้สาวนักตีดาบ และแอ่งเลือดที่เกิดจากขั้นตอนการทำคลอด แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็ใช้แค่ทักษะการรักษา(Healing skill) ดังนั้นเจ้าหญิงจึงไม่มีทางรู้ว่าจริงๆแล้วเลือดของผมมีความสามารถพิเศษอะไร สรุปก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องไปกังวลในประเด็นนี้ พูดถึงเรื่องนี้ ความสามารถของเลือดผม มันเหมือนกับผมกำลังเดินอยู่บนเหมืองแร่

ย้อนกลับมาที่รถม้า สาวนักตีดาบคลอดเด็กผู้ชาย เขาค่อนข้างตัวใหญ่ ใหญ่กว่าทั้งอาร์เจนโต้(Argento) และออโร(Auro) เขาเป็นเผ่าพันธุ์โอเกอร์ขั้นสูง(High ogre)

ส่วนลูกสาวของสาวนักปรุงยา เธอเป็นเด็กมนุษย์ที่มีผมบรอน ดวงตาสีฟ้า และมีรอยสักสีดำบนร่างของเธอ เธอเกิดมาพร้อมกับอาชีพ(Jobs)หลากหลายอย่าง ในความเป็นจริง การที่จะมีเด็กมนุษย์เกิดมาถือว่าค่อนข้างพบได้ยาก ผมคาดว่าการที่เธอมีเชื้อของผมอยู่ จะทำให้เธอเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และเมื่อคาดเดาจากรอยสักที่เธอมี ผมก็หวังว่าเธอจะแข็งแรงเหมือนคนอื่นๆ แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ผมห่วงใยสาวน้อยน่ารักคนนี้ //นั่นลูกแกนะโร ห้าม!ปักธง

ด้วยความที่ผมเตรียมความพร้อมได้ดีกว่าครั้งที่แล้ว เมื่อเทียบกับคราวสองพี่น้อง สาวนักตีดาบและสาวนักปรุงยาได้รับความเจ็บปวดแค่เล็กน้อย รวมถึงความเหนื่อยร้าที่ทั้งสองประสบก็ไม่แย่เท่ากับครั้งนั้น ถึงอย่างไร เด็กทั้งสี่คนนี้ก็ถือได้ว่าคลอดจนสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ผมนึกสงสัยอยู่ว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเขามีร่างกายที่แข็งแรงกว่าปกติ อีกเรื่องคือ สาเหตุที่พวกเขาเกิดต่างกันหลายวัน มันอาจเกี่ยวกับภาวะของการตั้งครรภ์บางอย่าง แต่เอาไว้คิดวันอื่นแล้วกัน อืม จบเรื่องนี้ไปก่อน

ผมตั้งชื่อเด็กผู้ชายว่า โอนิวากะ(Oniwaka) ตามตำนานวีรบุรุษนักรบ และลูกสาวของนักปรุงยา เธอจะชื่อ นิโคลา(Nicola) และเมื่อผมป้อน ผงบดจากเขากวาง[Antler Power]ซึ่งได้มาจากกวางขาว(white stag) ให้ลูกๆที่รักทั้งสองของผม ความสามารถของพวกเขาดูเหมือนสูงขึ้นเช่นเดียวกับพี่ๆของพวกเขา

หลังทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมมีความรู้สึกเห็นใจในความทุกข์ทรมานของผู้หญิงทั้งสี่คนที่ตอนนี้กลายเป็นแม่ของลูกๆผม ผมจึงให้พวกเธอทั้งหมดขึ้นนั่งในรถม้า และผมก็เข้าไปวางลูกๆคนใหม่ลงในเตียงพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับเด็กที่กำลังจะเกิด

ประมาณเที่ยงคืน พวกเราก็มาถึง เมืองเขาวงกต เพอกาโทรี่ (Labyrinth city Purgatory) การเดินทางในครั้งนี้ไม่เหมือนเมื่อตอนที่ผมเป็นโอเกอร์ ตัวผมที่กลายเป็นสายพันธ์ลอร์ด ทำให้ระหว่างการเดินทางทุกอย่างค่อนข้างผ่านไปได้อย่างราบลื่น อาจต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยเพื่อเข้ามาในเมือง

เมืองนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงรูปวงกลม ซึ่งทำมาจากวัตถุดิบโลหะพิเศษ และมันดูเหมือนจะมีกฎพิเศษที่ไม่อนุญาตให้นำวัตถุเวทย์มนต์อันทรงพลัง(Powerful magical items)ซึ่งถูกค้นพบในวงกตออกไปนอกกำแพง กฎนี้นำมาใช้กับผมไม่ได้ เพราะผมสามารถเอาทุกอย่างที่ผมอาจค้นพบไปใส่ไว้ในกล่องเก็บของของผม (item box) และผมก็ไม่ได้วางแผนจะท้าทายเขาวงกตในตอนนี้ แต่เหมือนกับว่าพวกเขาอ่านใจผม ผมได้รับการแจ้งให้ทราบว่าจะไม่สามารถใช้กล่องเก็บของ(Item box)ในเขาวงกตได้ ดังนั้นจึงมีเพียงของจำเป็นเช่นอาหารที่ได้รับอนุญาตให้พกพาเข้าไป ส่วนกระเป๋าเดินทางก็ถูกค้นอย่างละเอียดเป็นเวลานานก่อนที่จะผ่านไปได้

สุดท้ายสำหรับตอนนี้ พวกเรากำลังค้นหาสถานที่ดีๆสำหรับการพักผ่อนในคืนนี้

DAY 110

ที่นี่เป็นเมืองเพอกาทอรี่ <Purgatory> เมืองแห่งเขาวงกตอย่างแน่นอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยสิ่งล้ำค่าสีเงินสีทอง รวมถึงนักผจญภัยและอันธพาลที่ดั้นด้นมาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง มีไม่กี่เมืองที่เติบโตได้เร็วอย่างนี้ หลายกลุ่มเกิดจากการรวมตัวของชนเผ่า Yara เป็นส่วนใหญ่ (จากบริบทที่เอ่ยถึงด้านล่าง น่าจะย่อมาจาก Yara Ma Yha Who ซึ่งเป็นอสูรนักรบตามตำนานของชนเผ่าอะบอริจิน) ซึ่งต่างก็พากันเดินขวักไขว่ไปทั่วจัตุรัสกลางเมือง
การต่อสู้และความมั่งคั่งที่จะได้จากเขาวงกตในเมืองนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดคนส่วนมากมาที่นี่

ตอนนี้ยังเช้าเกินไป พระอาทิตย์ยังแทบไม่ทอแสงเลยด้วยซ้ำ ผมเดินผ่านกิลล์หนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมือง
ลานฝึกซ้อมเปิดกว้างสำหรับนักผจญภัยทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ที่นี่คุณจะพบประชากรมากมายหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ชาว Yara ซึ่งมีขนเป็นพุ่มๆปกคลุมทั่วร่างกายที่สวมใส่เกราะหนักเต็มอัตรา หญิงชราที่สวมชุดคลุมยาวพร้อมไม้เท้า เด็กหนุ่มและสาวแมวเหมียวที่พกดาบติดตัว หรือแม้แต่โจรสาวชาวมนุษย์ที่กำลังซ้อมขว้างมีด อยู่ก็ตาม
ผมเป็นคนที่ชื่นชอบที่จะเรียนรู้การต่อสู้หลายๆแบบเสมอ แล้วก็อย่างที่บอก ในเมืองเขาวงกตนี้เต็มไปด้วยคนที่คลั่งการต่อสู้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียวเชียวล่ะ
ถ้ากะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีมากกว่าหกสิบชีวิตที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วลานฝึกซ้อมแห่งนี้

เหมือนว่าพวกเขาจะมาเพื่อรับภารกิจจากกิลล์ในการเข้าไปพิชิตเขาวงกต หลังจากที่ผมได้พูดคุยกับนักผจญภัยคนหนึ่ง ผมก็ได้รับการเชิญเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะนักผจญภัยหลายคนที่นี่เคยเห็นการฝึกซ้อมของกลุ่มของผมเมื่อตอนที่พวกเรามาถึงเมืองนี้ ซึ่งทำให้เราได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้ใช้ลานฝึกซ้อมนี่ได้
ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนี้แหละ.

หลังจากที่เห็นกลุ่มของพวกเรา ที่มีผมซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายาก อีกทั้งยังมีสถานะลอร์ดอีกด้วย นอกจากนี้พลังการต่อสู้ของกลุ่มเราค่อนข้างสูง ถึงแม้จะเป็นตอนที่ผมเป็นแค่โอเกอร์ ผลก็ยังออกมาแบบนั้น
ความแข็งแกร่งของแดมมิจังในตอนนี้ และมีพลังพอๆกันกับสาวผมแดงเลยล่ะ ซึ่งทั้งคู่สามารถป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี เสียแต่ว่าแดมมิจังยังขาดความเร็วโดยรวมไปบ้าง
ขณะที่ผมกำลังฝึกซ้อมกับกลุ่มอยู่ที่ลาน นักผจญภัยจำนวนมากก็หยุดการฝึกเพื่อมาดูเรา หลังจากนั้นบางคนก็ยังขอลองสู้กับพวกเราด้วย หลังจากไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นความคิดที่ดี ที่จะให้สมาชิกของกลุ่มเราได้ลองฝึกซ้อมต่อสู้กับนักผจญภัยดูบ้าง ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างชื่อเสียงให้พวกเราไปในตัวด้วย เนื่องจากผมเป็นอะพอสเซิล ลอร์ด สายพันธุ์หายาก ทำให้ผมถูกท้าให้สู้ด้วยบ่อยครั้งเชียวล่ะ

หลังจากที่คิดดูเร็วๆแล้ว เพื่อไม่ให้บรรยากาศแปลกแยกจนเกินไป ผมจึงไม่ให้แดมมิจังเข้าร่วม เนื่องจากหลายต่อหลายคนไม่อยากจะสู้กับคนที่เปี่ยมด้วยความงามเหนือคำบรรยายแบบเธอ รวมถึงผู้หญิงคนอื่นๆที่รู้สึกถูกข่มด้วยความงามของเธอเช่นกัน
ทุกอย่างลงตัวแล้ว แต่แดมมิจังจะไม่ได้ประสบการณ์เพิ่มเลย เอาเป็นว่าผมจะจัดการทุกอย่างให้เธอหลังจากนี้แล้วกัน

เนื่องจากการที่จะได้ต่อสู้กับคนหลากหลายประเภทแบบนี้เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้ยาก ถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ประสบการณ์มากขึ้นไม่มากก็น้อยล่ะ ผมตัดสินใจทำให้มันน่าสนใจขึ้นโดยให้มีการชิงรางวัลด้วย

ถ้าชนะวินด์ลอร์ดจัง(จ้าวแห่งลม) หรือไฟเออร์ลอร์ดคุง(จ้าวแห่งเพลิง) ได้ จะได้หนึ่งพันเหรียญทอง แต่ถ้าเอาชนะอิลลูชั่นลอร์ดคุง(จ้าวแห่งมายา)ได้ จะได้รับโล่รางวัลสีเงิน ที่มีมูลค่ามากถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว
เมื่อผมบอกไปเช่นนั้นแล้ว บรรยากาศก็ลุกโชน สายตาของนักผจญภัยทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขาถูกกระตุ้นด้วยของรางวัล
แม้ผมจะเคยคิดว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะชักใยคนด้วยเงินทอง ก็ครั้งนี้แหละที่ผมรู้สึกว่ามันง่ายเกินไป
มันไม่ฟรีหรอกนะ ผมคิดค่าธรรมเนียมในการท้าสู้แต่ละครั้งด้วย

ผมเพิ่มรางวัลพิเศษเข้าไปอีกว่า ถ้าใครเอาชนะได้ทั้งหมดสามคนรวด ก็รับไปเลยหนึ่งแสนเหรียญทอง
ถ้าเล่าสั้นๆก็ตามนี้ แม้ทั้งสามคนจากทีมผมจะเริ่มอ่อนล้า แต่ก็ยังไม่แพ้ใครเลยแม้แต่คนเดียว นับว่าการฝึกฝนที่ผ่านมาให้ผลดีทีเดียว เพราะไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร ทุกคนในกลุ่มของผมก็รู้ว่าจะจัดการการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างไร แล้วจะเอาชนะได้อย่างไร

หลังจากการต่อสู้เล็กๆผ่านไป นักผจญภัยระดับสูงส่วนหนึ่งรู้สึกว่าการต่อสู้กับผมเป็นเรื่องน่าสนุก ผมคิดไม่แพงหรอก แค่คิดค่าธรรมเนียมคนละสามเท่า ก่อนจะปล่อยให้ทุกคนรุมเข้ามาพร้อมกัน ซึ่งมันจบลงเร็วมาก
นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ไม่เพียงแต่พวกเราจะได้ฝึกซ้อมในช่วงเช้า แถมยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแท้ๆ

เมื่อเวลาแห่งการฝึกฝนจบสิ้นลง ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งกลุ่มและองค์กรมากมายต่างเข้ามารุมเชื้อเชิญให้ผมเข้าร่วมกับพวกเขา แต่เนื่องจากผมเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง ผมก็ปฏิเสธพวกเขาไปทั้งหมด
ตอนนี้ผมคิดว่าควรจะหยุดการโฆษณากลุ่มของเราได้แล้ว เพราะข้อแรกเรายังมีภารกิจหลักสำคัญ (พาเจ้าหญิงกลับปราสาท) ส่วนข้อสองคือไม่มีงานหรือข้อเสนอใดที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเราเท่าใดนัก ดังนั้นเราก็เลยกลับที่พักไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน
เสร็จแล้วผมก็มานั่งดูไอเท็ม และนับเงินที่ได้มา
เมื่อนับเสร็จแล้ว ผมก็แบ่งเงินบางส่วนให้ลอร์ดแต่ละคนสำหรับใช้สอย ให้เป็นขวัญกำลังใจที่พวกเขาทำงานได้ดี
ผมยังอยากจะเดินดูเมืองต่ออีกสักหน่อย วันนี้จึงปล่อยให้ทุกคนได้พักผ่อนตามอัธยาศัย

ที่สำคัญเลย ผมไปเดินสำรวจเขาวงกตเป็นอย่างแรก แม้ว่าจะยังไม่เข้าไปก็ตาม มันมีลักษณะเป็นอาคารสีเทาขนาดยักษ์สูงเหยียดฟ้าขึ้นไปจนสุดสวรรค์ น่าประทับใจมาก

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ก็คือการท่องเที่ยว
ถ้าพูดถึงพวกตรอกเล็กๆหลังเมืองส่วนมากก็เป็นที่ที่กฎหมายเข้าไม่ถึง มีคนหายมากมายแต่ก็ไม่มีใครสนใจเลย ดังนั้นเมื่อรู้แบบนั้นแล้วคนส่วนมากจึงหลีกเลี่ยงที่จะผ่านมาในย่านนี้ แต่ผมน่ะหรือ เลือกที่จะเดินเข้าไปเพื่อล่อให้คนเขลาบางคนเข้ามาจู่โจมผม เนื่องจากผมมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ดังนั้นต้องมีคนที่พยายามทำเรื่องโง่ๆแบบที่ผมบอกแน่ๆ
ยังไม่ทันขาดคำ เหล่าอันธพาลกระโดดเข้าใส่ผมทันที ทักษะที่อ่อนด้อยของพวกมันไม่ระคายผิวผมแม้แต่น้อย
ผมจับหนึ่งในพวกนั้นไว้แล้วเด็ดหัวของมันออก ซึ่งทำให้พวกที่เหลือตะลึง เสี้ยวนาทีต่อจากนั้นพวกมันทั้งหมดก็จบชีวิตลง ผมรวบรวมไอเท็มจากพวกมันก่อนที่จะกลืนร่างของพวกมันโดยที่ยังไม่คลายความระวังตัว
จากนั้นผมก็ปล่อยกรดออกมาทำลายหลักฐานที่เหลือ
ผมก็ไม่ได้ความสามารถอะไรจากเหล่าอันธพาลพวกนี้เลย แต่ไอเท็มที่พวกมันมีถือว่าคุณภาพดีเชียวแหละ ผมได้แหวนเวทย์ และยาเวทมนต์ มาอย่างละหนึ่งชิ้น ชุดกำมะหยี่จำนวนหนึ่งส่วนของอื่นๆก็เป็นแค่ของที่ระลึก
แม้ว่าพวกมันจะรสชาติแย่สักเพียงใด แต่ผมก็ได้เงินมาจากมันไม่ใช่น้อย ผมจึงให้อภัยพวกมัน การได้กินไปถึงห้าคน มันก็ทำให้ผมอิ่มท้องดีเหมือนกัน

หลังการออกล่าอันธพาลในส่วนที่เลวร้ายที่สุดของเมืองแล้ว ผมก็เริ่มมองหาร้านค้าดีๆ ผมเข้าไปในร้านนึงที่ขายไอเท็มเวทมนต์จากเขาวงกตก่อนเป็นอันดับแรก
ต่อด้วยการเข้าร้านเสบียงหลายร้าน ผมซื้อสิ่งต่างๆมาในราคาที่เหมาะสม
ขณะที่ผมกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่นั้น บางร้านมีไอเท็มที่ท่าทางจะรบกวนระบบกล่องไอเท็มของผม ผมต้องถอยห่างจากร้านนั้นถึงจะเอาของเก็บใส่กล่องได้ตามเดิม

หลังจากซื้ออุปกรณ์เสริมไปพอประมาณแล้ว ผมก็ไล่ซื้อยาเวทมนต์ วัตถุดิบและโลหะต่างๆต่อ
ผมเหมาซื้อโลหะเวทย์ต่างๆ ที่นอกเหนือจากมิธริล เพื่อเป็นของฝากแก่คนแคระที่ฐานทัพของเรา
นอกจากนี้ผมก็ยังกว้านซื้อวัตถุดิบต่างๆไปฝากแอลเคมิสซังด้วย

ผมทำให้หลายร้านในเมืองนี้มียอดขายสูงสุด จนต้องปิดร้านไปตุนสต๊อคใหม่กันเลยทีเดียว เมื่อช๊อปปิ้งเสร็จแล้วผมก็มุ่งหน้ากลับที่พัก

ออโร่กับอาร์เจนโต้โตขึ้นระหว่างที่ผมไม่ได้อยู่ด้วย พวกเขากำลังง่วนอยู่กับการเล่น ผมให้ของเล่นชิ้นใหม่กับพวกเขา แต่มันก็อยู่ไม่ทนหรอก เพราะพวกเขาเล่นกันแรง
หลังจากนั้นผมก็ลองความสามารถของผมแบบลับๆ ผมใช้เวลาอยู่นานเพื่อทดลองว่าความสามารถไหนที่พอเป็นประโยชน์บ้าง รวมถึงคิดค้นวิธีแอบใช้กล่องไอเท็ม ตอนที่จะเข้าไปในเขาวงกต
ผ่านไปพักหนึ่ง เจ้าหญิงทอมบอยก็เข้ามากวน ทำให้การทดลองของผมต้องหยุดลง

ยามเย็นผ่านไปค่อนข้างไว ส่วนค่ำคืนนั้นค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากแดมมิจังกับสาวผมแดงก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียที พวกเธอค่อนข้างท้อแท้ และหัวชนฝามากในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็พูดออกไปไม่ได้ว่าผมป้องกันเป็นอย่างดี เพราะมีลูกถึงสี่คนแล้ว ได้แต่หวังว่าจะไม่ทำให้สองคนนี้เจ็บช้ำน้ำใจเกินไปนะ

8 ความคิดเห็น:

  1. ไม่มีอัพเดทเลยหรอครับ?

    ตอบลบ
  2. เมื่อไรตอนใหม่จะมาครับรอตั้งแต่เดือนมีนาแล้วครับ

    ตอบลบ
  3. วันที่111จะมาตอนไหนคับ

    ตอบลบ
  4. ผมไม่เจอท่านไอรดเลยตอนนี้ผมกำลังอ่านบทเรื่องของใครอยู่หรอครับถามผู้รู้หน่อย

    ตอบลบ
  5. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  6. วันที่110 เทียบกับหนังสือนิยายเล่มอะไรหรอครับ แล้วตอนนี้นิยายมีทั้งหมดกี่เล่มหรอครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ตอนนี้ออกมา 2 เล่มค่ะ ส่วนของวันที่ 110+ อยู่ในเล่ม 3ค่ะ เล่ม 2 จบที่วันที่90 ค่ะ

      ลบ