หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Overlord Vol.2 Chapter 3

Volume 2 Chapter 03 - The Virtuous King of the Forest


Part 1
ครีเมนไทกลับมาฐานลับซึ่งเป็นวิหารที่อยู่ใต้สุสานของมืองรีลันเทีย ใบหน้าของเธอบ่งบอกถึงความโกรธ ก้าวเดินของเธอในยามนี้ดูเร่งรีบทำให้ท่าทางของดูน่าเกลียดในสายตาของคนนอก
บางทีบุคลิกที่แท้จริงของเธออาจจะดูน่าเกลียดยิ่งกว่าการแสดงออกตอนนี้ซะอีก
คันจิซึ่งกำลังบงการเหล่าซอมบี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยของพื้นที่รอบๆ 
“ โอ้ นี่คือซอมบี้ล็อตใหม่หรือนี่ มากกว่า 150 ตัวเลยนะนั้น ไข่มุกแห่งความตายไม่ใช้สิ่งที่ดูแคลนได้เลย”


การใช้เวทย์มนระดับ 3 “Create Undead” จำนวนที่สามารถควบคุมซอมบี้นั้นอยู่ที่ความสามารถของ Magic Caster ยิ่ง undead มีความแข็งแกร่งมากเท่าไหรจำนวนที่สามารถควบคุมได้นั้นก็จะน้อยตามไปด้วย ในกรณีของซอมบี้ซึ่งจัดว่าเป็น undead ที่ขั้นต่ำที่สุด คันจิสามารถควบคุมพวกมันได้มากกว่า 100 ตัว ต้องขอบคุณไอเท็มที่เค้าถือครองอยู่ “ไข่มุกแห่งความตาย”
“ปัญหาคือเจ้านั้นละชอบเล่นจนสร้างปัญหาขึ้นมา”
“ขอโทษค้า”
ครีเมนไทก้มหัวขอโทษคันจิแต่ใบหน้าของเธอไม่ได้มีความสำนึกเลย
“ต้องโทษพวกนี้นะ พวกมันตายง่ายไปอะ ลงมือนิดเดียวก็ตายซะแล้ว”
“ด้วยวิธีการลงมือของเจ้าใครๆก็ตายได้ง่ายๆทั้งนั้นละ”
“นักผจญภัยไม่ตายง่ายๆหรอกน่า”
“พวกนี้เป็นชาวบ้านธรรมดานะ ไม่ใช้นักผจญภัย ครีเมนไทข้าละสงสัยจริงๆสิ่งที่ไร้สาระพวกนี้คืองานอดิเรกของเจ้าหรือไง”
“ขอโทษ ขอโทษ ข้าจะไม่ทำอีกก็แล้วกันนะ”
คันจิกระดกลิ้นของเค้า
“ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก ยังไงก็แล้วแต่เลิกลักพากตัวชาวบ้านได้แล้ว”
“แต่ข้าเบื่อนี่น้า ว่าแต่เค้าไปไหนแล้วละ?”
“ยังไม่กลับมาอีกหรอ”
“ยังเลย เลยกลับมามือเปล่านี่ไง แต่นี่ก็เป็นโอกาสดีเลยนะ ว่ายังไงเราไปจับตัวยัยแก่นั้นเลยดีมั้ย”
“อย่ารีบน้า อย่าประมาทยัยแก่นั้นละ มันสามรถใช้เวทย์มนระกับ 3 ได้แถมยังมีชื่อเสียงในเมืองอีกด้วย จะเกืดปัญหาได้ถ้าเราไม่วางแผนกันให้ดีซะก่อน”
“แต่ว่า..”
คันจิสอดมือไปในเสื้อคลุมและจับไข่มุกสีดำไว้
“ครีเมนไท ในการที่จะเปลี่ยนเมืองนี้ให้เป็นเมืองแห่งความตาย ข้าได้ใช้เวลาเตรียมการมาหลายปี ข้าจะไม่ใช้ให้เกมบ้าๆของเจ้ามาทำลายแผนการของข้าหรอก ถ้าเจ้ายังทำตัวไร้สาระแบบนี้อยู่ ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือ เข้าใจหรือเปล่า”
“....รู้สึกว่าจะเรียกว่า การผันแปรแห่งความตายใช้หรือเปล่า?”
“ถูกต้อง เป็นพิธีที่เจ้านายคาดหวังไว้”
ในที่ทีหนึ่งที่อันเดทมารวมตัวกันอยู่มากๆ มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างอันเดทที่แข่งแกร่งขึ้นมา และถ้ามีรวบรวมอันเดทที่แข่งแกร่งได้ในระดับหนึ่งก็จะสามารถสร้างอันเดทที่แข่งแกร่งกว่านั้นขึ้นมาอีก เป็นวัฎจักรต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการผันแปรแห่งความตาย
ในอดีตพิธีกรรมอันนี้ได้เคยเปลี่ยนเมืองเมืองหนึ่งให้กลายเป็นเมืองแห่งความตายทีเหล่าอันเดทได้อาศัยอยู่ เป้าหมายของคันจิคือเปลี่ยนเมืองรีลันเทียให้กลายเป็นเมืองแห่งความตายเมืองที่ 2 จากนั้นจะรวบรวมพลังแห่งความตายและเปลี่ยนตัวเค้าเองให้เป็นอันเดท เค้าจะไม่ยอมให้ยัยผู้หญิงที่ปรากฏตัวมาแค่ไม่กี่วันทำลายแผนการของเค้าเด็ดขาด
“เข้าใจมั้ย”
คันจิมองทะลุความป่าเถื่อนของคลีเมนไทซึ่งทำท่าทางภายนอกน่าเอ็นดู ทันใดนั้นคลีเมนไทได้ปล่อยจิตสังหารจำนวนมาออกมาและเข้าประชิดตัวคันจิอย่างรวดเร็ว ปลายแหลมของดาบสั้นนั้นแทงไปยังคอหอยของคันจิอย่างแม่นยำ
อาวุธของครีเมนไทคือ stiletto ซึ่งเน้นการแทงทะลุ อาวุธจำพวกนี้ใช้งานยาก แต่เธอชอบอาวุธชนิดนี้เป็นพิเศษดังนั้นเธอได้ฝึกฝนกล้ามเนื้อและฝึกฝนจนมันสามารถใช้งานได้ดีและเน้นการสังหารในการโจมตีครั้งเดียว
หลังจากสำเร็จเทคนิคนี้เธอรอดจากการต่อสู้มานับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นการสู้กับคนอื่นหรือแม้กระทั้งสัตว์ประหลาดและสามารถเข้าสู่ขั้นที่ว่าคนทั่วไปไม่สามารถหลบการโจมตีของเธอได้
-- แต่ว่าปลายดาบของเธอที่ยากที่จะหลบพ้นนั้นได้ถูกหยุดไว้ด้วยกำแพงสีขาวซึ่งผลุดขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นกรงเล็บที่สร้างมาจากกระดูกจำนวนมากซึ่งมันเคลื่อนไหวตามเจตจำนงของคันจิ
“ช่างเป็นการโจมตีที่ไร้สาระจริงๆ การโจมตีของเจ้าทำได้อย่างมากก็แค่ทำให้ข้าเสียเวลาในการควบคุมซอมบี้แค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเอง”
“เอ๋ ขอโทษด้วยละกัน แต่นี้ข้ายังไมได้เอาจริงเลยนะ แต่รูสึกคุณคันจิจะใช้ความสามารถทั้งหมดในการป้องกันเลยนี่ค่ะ”
“อย่าพูดจาไร้สาระเช่นนั้นเลย คลีเมนไทเอ๋ย คนอย่างเจ้าไม่ใช้คนที่จะโจมตีแบบอดออมกำลังหรอก”
“ว๋า คุณคันจินี่มองข้าขาดเลยนะนี่ ถ้าคุณไม่ป้องกันการโจมตีนี่ละก็ไหล่ของคุณคงจะเป็นรูไปแล้ว แต่ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคุณหรอก จริงๆนะ~~~”
คันจิมองไม่ยังหญิงสาวที่เบื้องหน้าเค้า
“เทคนิค one hit kill ของเจ้าอาจจะได้ผลอยู่บ้างกับพวกที่มีชิวิต แต่เหล่าอันเดทซึ่งไม่มีจุดอ่อนมันไร้ผลตั้งแต่แรกอยู่แล้วและเจ้าคิดว่าข้าไม่มีไพ่ตายซ่อนอยู่เลยหรือยังไง”
“อืม... ถูกของคุณคันจิ”
ครีเมนไทมองไปรอบๆ พร้อมกับกล่าวว่า 
“ถ้าแค่จำนวนไม่มากก็ไม่มีปัญหา แต่ด้วยจำนวนที่คุณคันจิควบคุมได้นั้นมากเกินไป ข้าอาจจะแพ้ก็ได้~~ขอโทษด้วยค้า คุณคันจิ”
ครีเมนไทเก็บดาบสั้นของเธอ พร้อมกับเดินออกจากที่แห่งนี้ไป
“ข้าจะไม่ยุ่งกับยัยแก่นั้นละกัน และก็จะไม่ลักพาตัวชาวบ้านอีกแล้ว แค่นี้ก็พอใช่มั้ยค่ะ คุณคันจิ”
“ดีมาก”
คันจิตอบรับ แต่ยังรักษาสภาวะของเค้าจนความรู้สึกคงอยู่ของครีเมนไทจางหายไป
“ยัยผู้หญิงบ้าเอ๋ย”
คันจิสบถกับตัวเองแน่นอนว่าครีเมนไทซึ่งจากไปแล้วย่อมไมได้ยิน
“ช่างแข็งแกร่งจริงๆ ไม่สิ เพราะว่าแข็งแกร่งเกินไป บุคลิกของยัยนั้นจึงดูบ้าคลั่งและยากคาดเดาสินะ”
ครีเมนไทนั้นแข็งแกร่งมาก กระทั้งสมาชิกขั้นสูงขององค์กรลับที่คันจิสังกัดอยู่ก็ยากที่จะหาคนต่อกรกับเธอได้ เท่าที่คันจิทราบในสมาชิกขั้นสูงมีแค่ 3 คนที่สามารถล้มเธอได้ แน่นอนคันจิไม่ได้ถูกนับอยู่ใน 3 คนนั้น ต่อให้เค้าใช้ไอเท็มลับโอกาสชนะก็มีแค่ประมาณ 30% เท่านั้น
“อดีตลำดับ 9 ของ black Scripture งั้นหรือ ยัยโรคจิตที่มีความสามารถระดับผู้กล้า....”

“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรือนี่...”
เอ็นเฟรถอนหายใจและบ่นพึมพำ
เอ็นเฟรรู้จักพ่อแม่ของเอ็นริดี พวกเค้าเป็นคนดีมาก เค้ารู้สึกอิจฉา พี่น้องที่มีพ่อและแม่ที่ดีเช่นนี้
เอ็นเฟรนั้นเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็กทำให้ไม่มีความทรงจำของพ่อแม่
เค้ารู้สึกเกลียดชังกับ”อัศวิน”ที่ได้พรากชิวิตพ่อและแม่ของเอ็นริไปและแน่นอนเค้ารู้สึกสะใจเมื่อได้ทราบว่าอัศวินเหล่านั้นได้ตายไปแล้วในขณะเดียวกับก็เกลียดชังขุนนางของรีลันเทียที่ไม่ยอมส่งทหารมาช่วย แต่คนที่ควรจะเสียใจและโกรธแค้นมากที่สุดอย่างเอ็นริกลับสมารถปล่อยวางได้ทำให้เค้ารู้สึกแปลกใจ
เอ็นริยิ้มพร้อมกับปาดน้ำตา
“ฉันยังมีน้องสาวอยู่จะมั่วแต่หดหู่ไม่ได้หรอกค่ะ”
เอ็นเฟรที่กำลังจะลุกขึ้นยืนต้องนั่งลงอีกครั้งพร้อมกับเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ปลอบโยนเธอ ทำให้เค้าคิดว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
แต่---ความรู้สึกที่ต้องการปกป้องเอ็นริยังคงอยู่ เอ็นเฟรตัดสินใจแล้วว่านอกจากตัวเองแล้วเค้าจะไม่ยอมให้ใครมาดูแลเอ็นริอีกแม้คนๆนั้นจะมีความสามารถในการปกป้องเอ็นริก็ตาม
เอ็นเฟรไม่ต้องการจะเสียเอ็นริให้กับคนอื่นและตัดสินใจจะบอกความในใจของเค้าต่อเอ็นริ
“เอ่อ....”
คำพูดของเอ็นเฟรค้างอยู่ที่ลำคอ ตัวเค้าเองอยากจะบอกไปเหลือเกินแต่คำพูดเหมือนติดอยู่ที่ลำคอและไม่ยอมออกมา
ทั้งเอ็นเฟรและเอ็นรินั้นอยู่ในวัยที่สามารถแต่งงานกันได้แล้ว และเงินที่เอ็นเฟรได้จากการขายยาที่ร้านของเค้าในรีลันเทียนั้นสามารถเลี้ยงดูเอ็นริและน้องสาวได้สบายๆ
แม้กระทั้งลูกของทั้งคู่ที่จะเกิดมาในอนาคตก็ไม่มีปัญหา...
เอ็นเฟรนึกถึงตึกใหม่ที่จะใช้ในการสร้างครอบครัวของทั้งคู่ ทันใดนั้นเค้าก็เลิกฟุ้งซ่านเพราะรู้สึกถึงสายตาแสดงความสงสัยของเอ็นริได้มองมาที่เค้า
“ฉันชอบเธอ”
“ฉันรักเธอ”
เอ็นเฟรไม่สามารถพูด 2 ประโยคนี้ออกมาได้ เพราะว่าตัวเค้าเองกลัวกับคำตอบปฎิเสธของเอ็นริ
เอ็นเฟรเองนั้นนึกถึงคำพูดประโยคอื่นที่จะถอนระยะห่างของทั้งคู่ลง
-ไปอาศัยในเมืองรีลันเทียด้วยกันมั้ย ที่นั้นน่าจะปลอดภัยกว่า ผมจะดูแลน้องสาวของเอ็นริด้วย ถ้าเอ็นริอยากทำงานละก็สามารถทำงานที่ร้านยากของคุณย่าผมได้นะ-
-ใช่แล้วด้วยคำพูดเหล่านี้โอกาสที่จะถูกปฎิเสธมีน้อยมากกว่าจะสารภาพรัก-
“เอ็นริ!!!”
“มีอะไรหรอเอ็นเฟร”
เอ็นริรู้สึกตกใจที่อยู่ๆเอ็นเฟรก็ตะโกนขึ้นมา 
“ถ้า.....ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้หรือถ้าคุณมีปัญหาอะไรบอกผมได้นะ ผม..ผมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือคุณเอง”
“ขอบคุณมากเอ็นเฟร เธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ”
“อ่า.. ไม่เป็นไรครับ ยังไงเราก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วนี่”
เอ็นเฟรไม่สามารถพูดอย่างอื่นได้อีกต่อหน้ารอยยิ้มของเอ็นริ ในขณะเดียวก็รู้สึกโกรธแค้นกับตัวเองที่ไม่สามารถซื่อตรงกับความรู้สึกได้
ในขณะที่การสนทนาจะจบลงเอ็นเฟรได้ถามขึ้นว่า
“ก็อบลินพวกนั้น มาได้ยังไง”
ก็อบลินพวกนั้นเรียกเอ็นริว่า”ลูกพี่หญิง” (Anego ผมไม่ชัวนะแปลแบบนี้รึเปล่า) และพวกมันดูแตกต่างจากก็อบลินธรรมดา ดูเป็นนักรบถ้าให้จำกัดความ เอ็นเฟรสงสัยว่าเอ็นริไปรู้จักก็อบลินพวกนี้ได้ยังไง
เอ็นริได้ตอบว่า
“ฉันใช้ไอเท็มที่ผู้มีพระคุณที่ช่วยปกป้องหมู่บ้านนี้ ท่าน Ainz Ooal Gown ทิ้งไว้ให้นะ พวกก็อบลินนี้ฟังคำสั่งฉันด้วยนะ”
“ยังงี้นี่เอง”
Ainz Ooal Gown
เอ็นริได้เอ๋ยชื้อนี้ขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง
เมื่อตอนที่หมู่บ้านคาเน่ถูกโจมตีจากกลุ่มคนที่สวมรอยเป็นอัศวินของอาณาจักร นักเวทย์ลึกลับซึ่งบังเอิญผ่านมาแถวนี้ได้ช่วยปกป้องหมู่บ้านไว้และนำความสงบสุขคืนมา นักเวทย์ลึกลับที่ปกป้องเอ็นริไว้ ซึ่งเอ็นเฟรควรจะขอบคุณเค้าแต่ตัวเค้าเองนั้นยากที่ทำใจยอมรับได้กับความรู้สึกอิจฉาที่เอ็นริชื่นชมนักเวทย์ลึกลับคนนั้น เพราะเธอไม่เคยแสดงอาการเช่นนั้นกับเค้าเลย แม่แต่ตัวเอ็นเฟรเองก็รู้สึกว่าความคิดของตัวเองช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ
ในขณะที่เอ็นเฟรพยายามปล่อยวางความคิดด้านลบนั้นและให้ความสนใจกับไอเท็มที่เอ็นริกล่าวถึง
ไอเท็มที่ใช้เรียกก็อบลินมารับใช้ [แตรของแม่ทัพก็อบลิน]
นักเวทย์ลึกลับนั้นต้องบอกวิธีการใช้งานแก่เอ็นริแน่นอน แต่ด้วยความสับสนของจิตใจเอ็นริในช่วงเวลานั้นทำให้เธอจดจำรายละเอียดต่างๆได้ไม่มากนัก
เอ็นเฟรคิดว่ามันแปลก
เอ็นริไม่น่าจะรู้ว่าไอเท็มชนิดนี้คืออะไร แต่เธอไม่น่าจะลืมเพราะว่าความสามารถของมันนั้นพิเศษมาก
มีไอเท็มมากมายที่ใช้เรียกข้ารับใช้ แม้กระทั่งเวทย์มนสำหรับอัญเชิญก็มี แต่สิ่งที่ถูกอัญเชิญมาจะหายไปในช่วงเวลาที่กำหนด
การอัญเชิญนั้นไม่สามารถทำให้สิ่งที่อัญเชิญอยู่ได้ตลอดไปนี่คือกฎที่มีมา ถ้าเกิดว่ามันมีไอเท็มที่ทำลายตรรกะข้อนี้ไป วงการเวทย์มนคงจะผลิกโฉมครั้งใหญ่
นั้นคือสาเหตุที่ว่าไอเท็มชิ้นนี้มีค่ามากขนาดไหน [แต่โมมอนกะมองว่าเป็นขยะแถมดีใจซะอีกที่ได้กำจัดของชิ้นไป - -] ถ้าเอ็นริขายมันไปชิวิตของเธอคงไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีก
เอ็นริใช้ไอเท็มชนิดนี้เพราะว่าไม่ต้องการให้หมู่บ้านพบเจอเหตุการณ์ที่น่าเศร้าอีกซึ่งมันก็สอดคล้องกับบุคลิกภาพของเธอ ก๊อบลินที่เรียกออกมานั้นไม่เพียงจะปกป้องหมูบ้าน มันยังช่วยงานไร่ของชาวบ้านแม้กระทั้งสอนชาวบ้านให้ใช้ธนูและดาบปกป้องตัวเองซึ่งชาวบ้านที่เคยถูกอัศวินโจมตีมาก่อน ถูกฆ่าโดยมนุษย์ด้วยกัน ความเชื่อใจต่อมนุษย์ด้วยกันได้ลดลงเป็นอย่างมากและยอมรับเหล่าก็อบลินในที่สุด
“Ainz Ooal Gown เค้าเป็นบุคคลแบบไหนนะ ฉันอยากจะขอบคุณเค้าด้วยตัวเองจริงๆ”
“เอ็นเฟรพอจะรู้จักนักเวทย์ที่มีลักษณะคล้ายเค้ามั้ย”
“ถ้าเค้าใส่หน้ากากเพื่อปกปิดตัวตนคงยากที่จะรู้จักหน้าตาที่แท้จริงนะ แต่ผมเชื่อว่าเค้าต้องเป็นคนที่ดีมากแน่ๆ เพราะถึงกับยอมมอบไอเท็มที่มีค่าให้เอ็นริแบบนั้น”
เอ็นเฟรพยายามข่มความรู้สึกที่ไม่สบายใจไว้และถามเอ็นริว่า
“ทำไมเอ็นริถึงอยากเจอเค้าละ”
“เอ๋....ก็อยากจะขอบคุณเค้าที่ช่วยปกป้องหมู่บ้านนี่ไว้ ที่ใจกลางหมู่บ้านก็มีรูปปั้นจากทองแดงเพื่อเป็นอนุสรณ์เลยนะ”
เอ็นเฟรรู้สึกโล่งใจที่เอ็นริไม่ได้มีความรู้สึกรักเพียงแค่อยากขอบคุณ
“อย่างนั้นเองหรอกหรือ นั้นสินะ ก็ควรขอบคุณเค้าจริงๆนั้นแหละ เอ็นริพอจะจำอะไรได้อีกมั้ยจะได้จำกัดขอบเขตให้น้อยลงไป เช่น เวทย์มนต์ที่เค้าใช้อะไรทำนองนั้น”
“อ่า...เวทย์มนต์ มันยอดมากเลยแค่เสียงฟ้าผ่า อัศวินก็ล้มลงทันทีเลยละ”
“สายฟ้า.....เอ็นริพอจะได้ยินคำร่ายเวทย์ของเค้ามั้ย?”
“อ้อ .....ได้ยินสิ พูดประมาณนี้ละ”
หลังจากเอ็นเฟรได้ยินคำพูดของเอ็นริ
“น่าจะเป็นเวทย์มนต์ขั้น 3 “ 
“มันยอดมั้ยอะ ไอ้เวทย์มนต์ขั้น 3 เนี่ย”
“มันสุดยอดเลยต่างหากละเอ็นริ ขนาดตัวผมเองยังใช้ได้แค่เวทย์ขั้น 2 เอง เวทย์ขั้น 3 ขึ้นไปต้องเป็นระดับอัจฉริยะขึ้นไปถึงจะร่ายได้เลยนะ”
“ ท่านโกลว นี่สุดยอดจริงๆนะ”
เอ็นริพยักหน้าอย่างชื่นชม แต่โดยส่วนตัวแล้วเอ็นเฟรไม่เชื่อว่านักเวทย์คนนี้จะใช้ได้แค่เวทย์ขั้น 3 เท่านั้น จากการที่เค้าให้ไอเท็มที่มีค่าง่ายๆแบบนี้ บางทีเค้าอาจจะร่ายเวทย์ได้ถึงขั้น 5 ซึ่งเป็นขั้นที่เหล่าผู้กล้าในอดีตเคยใช้มาก่อน
ทำไมคนที่เก่งกาจแบบนี้ถึงมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านชนบทแบบนี้ได้ เอ็นเฟรตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง แต่สิ่งที่เค้าสงสัยกลับถูกเมินด้วยคำพูดต่อมาของเอ็นริ
“ไม่แค่นั้นนะเอ็นเฟร ท่านโกลวยังให้ฉันดื่มโพชั่นสีแดงด้วยนะ”
เอ็นเฟรนึกถึงคำสนทนาระหว่างนักผจญภัยหญิงขั้นเงินที่ชื่อวิริต้ากับคุณยายของเค้าที่เอาโพชั้นสีแดงมาให้ที่ร้านประเมิน
“คุณวิริต้าช่วยบอกลักษณะของคนที่ให้โพชั้นสีแดงนี่กับคุณหน่อยสิ”
วิริต้าไม่พอใจกับคำถามของลิซซี่
“ถามไปทำไมหรอ”
“แน่นอนเป็นข้อมูลที่จะหาตัวนักรบในชุดเกราะสีดำถ้าเข้าใกล้เค้าได้ละก็ อาจจะได้รู้ที่มาของเลือดแห่งพระเจ้านี่ได้ ถ้าเค้าเป็นนักผจญภัย ฉันก็วางแผนที่จะจ้างเค้า คิดว่ายังไงเอ็นเฟร?”
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเอ็นเฟรถึงถามชื่อของโมมอน
ตัวเค้าต้องการรู้ถึงที่มาของโพชั้นสีแดงอันนี้ด้วยการสร้างสัมพันที่ดีกับโมมอน ไม่แน่ในระหว่างการเดินทางมาเก็บสมุนไพรนี่บางที โมมอนอาจจะหลุดที่มาของโพชั้นนี่ก็เป็นได้
เอ็นเฟรพยายามซอนความดีใจไว้ และถามเอ็นริ
“เป็นโพชั่นแบบไหนหรอครับ”
“เอ๋....”
“เอ็นริผมเป็นนักปรุงยานะ ผมย่อมสนใจโพชั่นสีแดงที่ว่านี่เหมือนกัน”
“อ่า....นั้นสิ เอ็นฟรก็ทำธุรกิจด้านนี้สินะ”
เอ็นริได้บอกสิ่งที่ตัวเองรู้ให้เอ็นเฟรฟังแน่นอนร่วมไปถึงความเก่งกายของท่านโกลวด้วย
ถึงแม้เอ็นเฟรจะอิจฉาแค่ไหนแต่ในจติใจของเค้ามีอีกเรื่องที่ให้คิดอยู่
ในที่สุดปริศนาทุกอย่างก็กระจ่าง โพชั้นที่รีลันเทียกับโพชั้นที่เอ็นริดื่มอาจจะเป็นชนิดเดียวกันก็ได้ และคนที่ปรากฏกายทั้งสองที่ยังมีความความเหมือนกันอีก นักรบในชุดเกราะสีดำและนักเวทย์
แต่ยังมีอีก 1 คำถาม ในบุคคลที่ปรากฏตัวมา 2 คน ชายคนที่เรียกตัวเองว่า ไอซ์ อู โกลว เหมือนจะสอดคล้องกับคำบรรยายของเอ็นริแต่เพื่อความแน่ใจ เอ็นเฟรได้ถามเอ็นริว่า
“....คนที่ชื่อ ไอซ์ อู โกลว เป็นผู้หญิงหรือเปล่า”
“ เอ๋... ถึงแม้ฉันจะไม่เห็นหน้าท่านโกลวแต่ฟังจากน้ำเสียงน่าจะเป็นผู้ฃายนะเอ็นเฟร”
หลักฐานแค่นี้ยังไม่เพียงพอน้ำเสียงอาจจะเปลี่ยนได้ด้วยเวทย์มนต์หรือไอเท็มบางชนิด ยังด่วนสรุปเกินไปที่จะระบุว่าคุณนาเบลคือ ชายที่ชื่อไอซ์ อู โกลว 
“ อ๋อ ใช้แล้วเอ็นเฟรคนที่สวมชุดเกราะสีดำดูเหมือนจะชื่อ อัลเบโด้ละ”
“อย่างนั้นหรอ....”
เค้าจำได้ว่าเคยได้ยินคุณนาเบลเอ๋ยชื่อนี้ขึ้นมา
ในที่สุดแมวก็ออกจากกระเป๋าแล้ว [เปรียบเทียบว่าในที่สุดก็เข้าใจ]
ไอซ์ อู โกลว คือ โมมอน
ข้อมูลนี่ช่างน่าทึ่ง
นักเวทย์ที่ช่วยหมู่บ้านมาพร้อมกับนักรบในชุดดำ นักรบที่มีความสามารถด้านเวทย์มนต์แม้จะมีน้อยแต่ใช่ว่าจะไม่มี แต่พวกเค้าเหล่านั้นมักจะทุ่มความสามารถไปในด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า นักเวทย์ก็เช่นกันแม้จะฝึกฝนในด้านกำลังกายแต่เมื่อสวมเกราะหนักแล้วก็ไม่สามารถร่ายเวทย์ได้
นักเวทย์ระดับ 3 ที่มีความสามารถของนักรบที่จัดอยู่ในขั้นอดามันไทของนักผจญภัย
นี่มันบ้าชัดๆ ถ้าบุคคลนี้มีจริงละก็ความสามารถของเค้าก็อยู่เหนือระดับผู้กล้าไปแล้ว
แต่ทำไมเค้าถึงถามคำถามมากมายระหว่างการเดินทางนี่ละ?
ข้อสรุปที่ดีที่สุดคือ เค้าเป็นนักเวทย์จากอาณาจักรที่ห่างไกลที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวในละแวกนี้ดีนัก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลกที่เค้าจะมีไอเท็มแปลกๆที่ผมไม่รู้จัก
เอ็นเฟรหายใจถี่ๆเมื่อประมวลผลทุกอย่างออกมาแล้ว 
-ถ้าเราสามารถใกล้ชิดคนๆนี้ได้อาจจะได้รับรู้ถึงความลับในการสร้างโพชั่นสีแดงก็ได้-
“เอ็นเฟรเป็นอะไรรึเปล่า ดูแปลกๆนะ”
“ผมแค่คิดอะไรนิดหน่อย”
ถ้าสามารถผลิตโพชั่นสีแดงได้ก็จะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย แน่นอนชื่อเสียงก็จะตามมาภายหลัง แต่โดยหลักๆแล้วเค้าต้องการแค่จะปรุงยาเพื่อช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น
เค้าไม่เพียงเป็นนักรบที่ก่งกล้าแต่ยังเป็นนักเวทย์ขั้น 3 มีสหายหญิงที่สวยงาม มีโพชั้นลึกลับและมีคุณธรรมที่ช่วยหมู่บ้านจากอันตราย เอ็นเฟรเปรียบเทียบตัวคนๆนั้น 
เอ็นเฟรถอนหายใจและรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเค้ากับโมมอน ---- ไอซ์ อู โกลว ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน


Part 2
“โอ้”
ไอซ์ถอนหายใจและมองหมู่บ้านความชื่นชม
ชาวบ้านมากมายได้เข้าแถวการฝึก มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีก็อบลินที่ธนูเป็นผู้ฝึกซ้อม เมื่อให้สัญญาณเหล่าชาวบ้านก็ง้างคันธนูขึ้น จากการสังเกตแม้คันธนูจะทำขึ้นมาอย่างลวกๆแต่ผลลัพธ์จากการยิงปรากฏว่าลูกธนูเข้าเป้าไปยังหุ่นไล่กาที่อยู่ห่างออกไปอย่างแม่นยำ
“ไม่เลว”
ไอซ์อดชมไมได้
“มันน่าชื่นชมหรอค่ะท่านไอซ์”
นาเบรัลถามด้วยความสงสัย ตัวเธอเองไม่เข้าใจว่าด้วยการแสดงแค่นี้มีอะไรที่ทำให้ท่านไอซ์ต้องชื่นชม ถ้าเปรียบเทียบกับมือธนูในนาซาริคแล้วการแสดงนี่ก็เหมือนปาหี่ของเด็กๆ
ไอซ์เข้าใจว่าทำไมนาเบรัลถึงไม่แปลกใจ
“เจ้าพูดถูกแล้วนาเบรัลด้วยความสามารถนี่เทียบไมได้เลยกับมือธนูของสุสานนาซาริค แต่ที่ข้าชื่นชมนั้นไม่ใช้ในข้อนั้น เมื่อ 10 วันที่แล้ว ชาวบ้านที่นี่แม้กระทั้งธนูยังจับไม่เป็นเลยต่างหาก ทำได้วิ่งหนีแล้วรอความตาย แต่ดูจากตอนนี้แม้กระทั้งเด็ก 10 ขวบยังมีความกล้าที่จะปกป้องหมู่บ้านด้วยกำลังของตัวเอง นี่คือสิ่งที่ข้าชื่นชม”
“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดถึงข้อนั้น….”
“ไม่ต้องหรอกนาเบรัลเพราะถึงยังไงความสามารถนี่ก็ไมได้น่าชื่นขมมากอย่างที่เจ้าว่านั้นแหละ”
แต่ในใจของไอซ์ที่มองลูกธนูทะลุหุ่นไล่กานั้นคิดอีกแบบหนึ่ง พวกนี้จะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดไหน ข้าจะแข็งแกร่งกว่านี้อีกมั้ย
ในยักดราซิล LV ของไอซ์นั้นตันที่ระดับ 100 แล้ว และค่าประสบการณ์อยู่ที่ 90% นั้นคือลิมิตที่เค้ามีในโลกของยักดราซิลหลังจากถูกย้ายมาโลกนี้และพบว่าระบบต่างๆนั้นคล้ายคลึงกับยักดราซิลอย่างมาก ระบบLV ก็น่าจะเหมือนเดิมมีทางเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเลื่อนไปถึงระดับ 101
หลังจากคิดทบทวนก็พบว่าเป็นไปไมได้
ตัวไอซ์คงไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ ตัวเค้าเองอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านที่อ่อนแอพวกนี้อาจจะพัฒนามากขึ้นกว่านี้ก็ได้
ถ้าคนบนโลกนี้สามารถพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ซักวันคนเหล่านี้อาจจะไปถึง LV 100 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของยัคดราซิล เมื่อถึงตอนนั้นตัวเค้าและเหล่า NPC ในนาซาริคคงไม่สามารถต่อการได้......
“มันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้”
ไอซ์คิดว่า พระเจ้าทั้งหกของรัฐซิเลียนอาจจะเป็นผู้เล่นเช่นเดียวกับเค้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจทำไมช่วงเวลาที่ห่างกันมากของทั้งคู่แต่ถ้าหากผู้เล่นเหล่านั้นเป็นเผ่าปีศาจเช่นเดียวกับเค้า ช่วงชีวิตอาจจะไม่มีที่สิ้นสุด ไม่แน่พวกนั้นอาจจะยังมีชิวิตอยู่ก็ได้
และถ้าพระเจ้าทั้งหกยังซ่อนตัวอยู่ในรัฐซิเลียนช่วงเวลากว่า 600 ปีที่ผ่านมา พวกนั้นอาจจะ LV เกิน 100 แล้วก็ได้
แค่คิดท้องของไอซ์ซึ่งไม่มีอวัยวะถึงกับปวดท้องขึ้นมาทันที
ถ้าพระเจ้าทั้งหกเป็นผู้เล่นจริงคงต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเค้าไว้ก่อน
แม้ข้อมูลยังไม่แน่ชัดแต่จากการสอบปากคำคนจากหน่วยสุริยะฉายที่รอดตาย เหล่าอัศวินที่บุกหมู่บ้านแล้วจริงๆเป็นการปลอมตัวของรัฐซิเลียนเองการช่วยหมู่บ้านก็เหมือนเป็นปรปักษ์กับรัฐซิเลียน
“หรือว่าการช่วยหมู่บ้านนี้จะเป็นการผิลดพลาดหรือเปล่า”
ระหว่งที่กำลังคิดเพลินๆนั้น ไอซ์พบว่ามีชายหนุ่มคนนึงวิ่งมาหาเค้าอย่างแตกตื่น หลักจากหยุดตรงไหนไอซ์และพักหอบหายใจชั่วครู่ เอ็นเฟรเหมือนจะถามอะไรซักอย่างแต่ดูมีท่าทางอึกอัก แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นมาว่า
“โมมอนซัง คุณคือ ท่านไอซ์ อู โกลวหรือเปล่า”
คำถามนี้ทำให้ไอซ์ตกใจอย่างมาก แม้ชื่อนี้จะไม่ใช่ชื่อของเค้าแต่เป็นชื่อกิลแต่ในขณะนี้ไอซ์ก็ใช้ชื่อนี้จะปฎิเสธหรือยอมรับก็ใช้ที่
จากท่าทางที่ดูลังเลของไอซ์เป็นคำตอบที่ดีที่สุด 
“เป็นท่านั้นเอง ขอบคุณมากท่านโกลวที่ช่วยหมู่บ้านนี่และเอ็นริไว้”
ไอซ์ตอบรับการก้มหัวของเอ็นเฟร
“ข้า.....ไม่.....”
หลักจากได้ยินคำตอบของไอซ์ เอ็นเฟรพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ผมเข้าใจว่าท่านปกปิดตัวตนด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ผมก็อยากขอบคุณท่านที่ช่วยหมู่บ้านนี่ไว้ ไม่สิ ช่วยเอ็นริหญิงสาวที่ผมชอบ”
“เงยหน้าของเจ้าขึ้นเถอะ”
“ท่านโกลว ที่จริงผมก็มีบางอย่างปกปิดท่านเหมือนกัน”
“....ตามข้ามาสิ นาเบรัลเจ้าจงรออยู่ตรงนี้ละ”
ไอซ์สั่งนาเบรัลหลักจากนั้นทั้งคู่ก็เดินมายังจุดที่ห่างออกไป
เอ็นเฟรสารภาพกับไอซ์ด้วยสีหน้าที่เสียใจ
“ท่านโกลว โพชั่นที่ท่านให้แก่นักผจญภัยหญิงนั้นไม่สามารถสร้างได้ด้วยสูตรทั่วไป ผมต้องการรู้จักคนที่คีองครองมันและต้องการสูตรของมัน นี่คือเหตุผลที่ผมจ้างคุณมา ต้องขออภัยอย่างสูง”
“เป็นแบบนั้นนี่เอง”
มันเป็นข้อผิดพลาดที่ตัวเค้าเองให้โพชั้นแบบเดียวกันทั้งเอ็นริและนักผจญภัยหญิงคนนั้น 
ข้าเองควรจะเอาโพชั้นนั้นกลับมาจริงๆ แต่น้ำที่สาดออกไปแล้วย่อมกลับคืนมาไม่ได้
“ถ้าข้าให้สูตรโพชั้นนั้นแก่เจ้า เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับมัน”
เอ๋
เอ็นเฟรอุทานด้วยความตกใจ
“ผมแค่สงสัยเท่านั้น คุณยายผมก็เช่นกัน ผมไม่เคยคิดไปไกลกว่านั้นเลย”
“เข้าใจแล้ว ถ้าเจ้าไม่เอามันไปใช้ในทางที่ผิดก็ไม่มีปัญหาหรอก”
“ผมไม่แปลกใจเลย......ที่เธอชื่นชอบคุณขนาดนั้น”
สายตาที่ชื่นชมของเอ็นเฟรทำให้ไอซ์นึกตอนที่ตัวเค้าเองถูกช่วยไว้ด้วยสหายหลักจากถูก PK จนแทบจะเลิกเล่น เป็นสายตาที่มองผู้ที่มาช่วยเหลือตัวเอง เค้ารู้สึกอายนิดๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไอซ์ต้องยืนยันก่อน
“ยังไงก็เถอะ เรื่องที่ว่าข้าคือไอซ์ อู โกลว มีเจ้ารู้เพียงคนเดียวใช่หรือเปล่า”
“ครับ ผมยังไมได้บอกใคร”
“ดีมาก”
แม้เอ็นเฟรจะพูดเช่นนั้นแต่กันไว้ก่อนดีกว่า ไอซ์พูดกับเอ็นเฟรว่า
“ตอนนี้ข้าคือนักผจญภัยที่ชื่อว่าโมมอน ยังไงก็ช่วยจำไว้ด้วยละ”
“ทราบแล้วครับ ผมก็คิดว่าแล้วว่าท่านต้องพูดเช่นนี้ แต่ยังไงผมก็ขอขอบคุณที่ช่วยหมู่บ้านและเอ็นริไว้ ขอบคุณจริงๆครับ”
ไอซ์มองดวงตาของเด็กหนุ่มเบื้องหน้า
“ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้ ก็แค่บังเอิญข้าผ่านมาเท่านั้นเอง”
“แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังมอบของสำคัญอย่างแตรให้เอ็นริ”
สำหรับแตรนั้นไอซ์คิดว่ามันไมได้สำคัญเลย แต่ก็ไม่พูดออกไป และแค่พยักหน้าเท่านั้น
เอ็นเฟรแจ้งว่าจะเข้าป่าเพื่อทำภารกิจต่อในอีก 1 ชั่วโมง และจากไป
หลังจากที่เอ็นเฟรจากไป นาเบรัลได้โค้งตัว
“ไอซ์ซามะ ต้องขออภัยอย่างสูง”
“คนกำลังมองดูอยู่ เงยหน้าของเจ้าซะ” เมื่อนาเบรัลเงยหน้าขึ้นมา ไอซ์ได้กล่าว
“เจ้าควรจะพิจารณาตัวเองนะ เป็นเพราะเจ้าเอ่ยชื่อของ อัลเบโด้ออกมานั้นละ”
“ขอให้ข้าฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิดนี่เถอะค่ะ”
น้ำเสียงของนาเบรัลดูจริงจัง
NPC ในมหาสุสานนาซาริคต่างเทิดทูน เหล่าผู้สร้างทั้ง 41 เป็นเสมือนพระเจ้าและภูมิใจที่ได้รับใช้
นี่ทำให้ไอซ์หนักใจอย่างมาก การที่ NPC ซื่อสัตย์ต่อเค้าก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะมันเป็นเรื่องปกติ
นาเบรัลก็เป็นหนึ่งในนั้น ยกตัวอย่างถ้าไอซ์บอกให้พวกเค้าฆ่าตัวตาย เป็นที่แน่นอนว่าเหล่า NPC ย่อมทำตามอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น นาเบรัลกำลังรอคำอนุญาตของไอซ์ เพราะเธอคิดว่าตัวเองเป็นสมบัติของเหล่าผู้สร้างนั้นเอง
“ช่างเถอะ ทุกคนย่อมทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น แต่ก็ให้ถือว่าเป็นบทเรียนว่าในอนาคตอย่าได้พลาดเช่นนี้อีก เข้าใจมั้ย นาเบรัล แกมม่า”
นาเบรัลรู้สึกสับสนระหว่างการที่ต้องการฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิดกับความอ่อนโยนของไอซ์ที่ปฎิเสธคำขอของเธอ ติดอยู่ระหว่างความสับสน ชั่วครู่เธอก้มหัวลงต่อหน้าไอซ์
“ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง ข้าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นอีกเจ้าค่ะ”

“ดีมาก อย่าได้ใส่ใจมันมากเกินไปเพราะว่า ตัวตนของนักผจญภัยโมมอน ยังไม่ถึงกับล้มเหลว ครั้งต่อไปก็ระวังให้มาก ถ้าจำเป็นก็จัดการเอ็นเฟรซะ”
“ให้ลงมือตอนนี้เลยหรือเปล่าค่ะ”
“อย่าเพิ่ง มันจะมีปัญหากับงานของเรา ยังไงยายของเอ็นเฟรก็เป็นนักปรุงยาที่มีชื่อในรีลันเทีย ถ้าทำให้เธอโกรธภารกิจของเราจะยากขึ้นมาก ยังไงก็รอดูสถานการณ์ไปก่อน”
ในตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ไอซ์สามารถทำได้

Part 3
ห่างออกไปหลายร้อยเมตรเบื้องหน้า มีป่าใหญ่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้มากมายอาณาเขตของมันกว้างถึงขนาดมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจนสิ้นสุด กลุ่มของไอซ์ได้ตรวจสอบสถานภาพของแต่ละคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกเดินทาง ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างในครั้งนี้ได้พูดขึ้นเป็นคนแรก
“พวกเรากำลังจะเข้าสู่ป่ากันแล้วนะครับ ผมคงต้องพึ่งพวกคุณในการปกป้องผมด้วย”
อาณาเขตของราชาแห่งป่าอยู่ไม่ใกล้จากที่นี้ ถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดีการจะพบเจอสัตว์ประหลาดระหว่างทางนั้นมีน้อยมาก ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือในบริเวณที่ต่อสู้กับกลุ่ม Orge เมื่อวานนี้นั้นก็อยู่ในอาณาเขตของราชาแห่งป่านี้ด้วย โอกาสที่จะเจอกันก็มีความเป็นไปได้สูง 
“ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงขอให้ทุกคนระวังตัวให้มากด้วยครับ”
เอ็นเฟรกวาดสายตามองทุกคนในบริเวณก่อนจะหยุดลงที่ไอซ์
สมาชิกของกลุ่มดาบทมิฬก็จ้องไปที่ไอซ์เช่นกัน
“พวกเรามีคุณโมมอนอยู่ด้วย ไม่เป็นไรแน่นอนครับ”
“ถ้าราชาแห่งป่าโผล่มาจริงๆละก็ พวกข้าจะตรึงมันเอาไว้เอง พวกเจ้าก็ล่าถอยออกไปจากบริเวณได้”
คำพูดที่มั่นใจของไอซ์ทำให้ทุกคนสบายใจ หลังจากการต่อสู้กับกลุ่ม Orge เมื่อวานนี้ทำให้ไอซืเหมือนกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มขึ้นมาทันที
ไอซ์รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับการที่ทุกคนในกลุ่มชื่นชมเค้า เนื่องจากในชิวิตจริงของเค้าไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ไอซ์รู้สึกอิจฉานาเบรัลเล็กน้อยที่เธอรับคำชมนั้นเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง พวกเจ้าจงรีบเคลียพื้นที่โดยรอบและล่าถอยไป ยิ่งราชาแห่งป่าแข็งแกร่งมากเท่าไหร ข้าคงต้องใช้พลังมากขึ้นเท่านั้น การต่อสู้อาจจะลุกลามจนเป็นอันตรายกับพวกเจ้าได้”
“เข้าใจแล้ว พวกข้าจะคุ้มครองคุณเอ็รเฟรออกจากป่าเอง คุณโมมอนก็อย่าฟื้นตัวเองจนเกินกำลังละครับ”
“ขอบคุณเจ้ามาก ถ้าเห็นท่าไม่ดีข้าก็จะถอนตัวเช่นกัน”
“อ่า...คุณโมมอน”
เอ็นเฟรอึกอักเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
“ ถ้าเจอกับราชาแห่งป่าจริงๆ อย่าฆ่าแต่ขอให้ไล่ไปพอจะได้มั้ยครับ”
“....ทำไมละ”
เพราะการคงอยู่ของราชาแห่งป่าทำให้หมู่บ้านคาเน่หลบรอดจากการโจมตีจากสัตว์ประหลายโดยรอบได้ ถ้าราชาแห่งป่าตายไปละก็.....”
“คำขอนี่มันยากนะคุณเอ็นเฟร คุณโมมอนอาจจะแข็งแกร่งมากแต่คู่ต่อสู้เป็นถึงสัตว์ในตำนานถ้าคุณโมมอนไม่ใช้พลังทั้งหมดก็ยากที่จะปกป้องตัวเอง การจะให้ออมมือให้นี่คง.....”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“เอ๋~~”
ลุคลูเธอตะโกนออกมาอย่างตกใจ ในขณะที่กลุ่มดาบทมิฬแม้จะไม่พูดอะไรออกมาแต่สีหน้าของทุกคนดูตกใจอย่างมาก
“มันอาจจะยาก แต่ข้าจะพยายามออมกำลังแล้วไล่มันไปก็แล้วกัน” ทุกคนในบริเวณรู้สึกตัวเย็นเฉียบเมื่อได้ฟังคำพูดของไอซ์ที่พูดอย่างมั่นใจ
“คู่ต่อสู้เป็นถึงสัตว์ประหลาดในตำนานที่อยู่มากว่าร้อยปีนะ.....”
“นี่คือความมั่นใจของผู้ที่แข็งแกร่งสินะ”
“ดูจากบุคลิกของคุณโมมอนเค้าคงไม่พูดเล่นๆหรอก”
ต่างจากกลุ่มของดาบทมิฬ เอ็นเฟรนั้นรับรู้ถึงความเก่งกาจของไอซ์และดูโล่งใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำรับรองของเค้า ภายในหัวใจของไอซ์นั้นยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นท่าทางของชายหนุ่มเบื้องหน้า
ชายหนุ่มนั้นหวังว่าเหล่าสัตว์ประหลาดจะไม่โจมตีหมู่บ้านคาเน่ ถ้าไอซ์เอาสัตว์ประหลาดตัวอื่นมาแทนราชาแห่งป่าผลลัพธ์ก็คงไม่แตกต่างกันมาก หรือต่อให้เค้าเผลอลงมือสังหารราชาแห่งป่าจริงๆ อย่างมาก็แค่ส่งลูกน้องในนาซาริคมาดูแลแทนก็หมดเรื่อง
“เอาละทุกท่าน ออกเดินทางกันเถอะ สมุนไพรที่ผมต้องการหน้าตาเป็นแบบนี้ ถ้าใครเห็นก็ขอให้แจ้งผมด้วยครับ”
เอ็นเฟรหยิบเอาต้นไม้ที่ดูแห้งออกมาจากกระเป๋าถือและโชให้ทุกคนดู
“โอ้ นี่มันหญ้าอานิก้านี่น้า”
สำหรับไอซ์ไอ้ของนี่มันก็ดูเหมือนหญ้าที่ขึ้นอยู่ทั่วไป แต่สำหรับดรูดอย่างไดย์แล้วเค้าสามารถดูออกถึงความแตกต่างได้
ดูจากการแสดงออกของทุกคนในกลุ่มดาบทมิฬแล้วดูเหมือนพวกเค้าจะมีความรู้ด้านสมุนไพรพอสมควรเลยทีเดียว
ไอซ์กำลังสับสนเค้าควรจะแกล้งทำเป็นรู้จักมันด้วยดีมั้ย ทุกคนก็มองมาทางเค้าทันที
“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณโมมอน”
“อืม ต้นไม้แบบนั้นสินะ ช้าเข้าใจแล้ว”
ไอซ์ผงกหัวอย่างใจเย็น ซึ่งความจริงถ้าไม่ใช้พลังของอันเดทที่ทำให้จิตใจมั่นคงอยู่ตลอดเสียงของเค้าคงจะสั่นไปแล้ว
“ใช่แล้วครับ หญ้านี้เป็นส่วนประกอบที่ไว้ทำยาสมานแผลเบื้องต้น”
“รู้สึกแถวๆกิลนักผจญภัยก็มีขึ้นอยู่นะ”
“อย่างนั้นหรือ แต่ได้ยินมาว่าถ้าใช้หญ้าซึ่งเก็บจากในป่าลึกจะมีคุณภาพมากกว่าตามที่ขึ้นในเมืองนะ”
“ถูกต้องแล้วครับ ยาที่ร้านของผมล้วนเก็บมาจากธรรมชาติทั้งนั้น มันสามารถให้ผลที่ดีขึ้นถึง 10% เลยทีเดียว”
“สำหรับคนที่เสี่ยงชีวิต 10% นั้นมีค่ามาก การขายยาทีมีคุณภาพในราคาท้องตลาดทั่วไปสมแล้วที่เป็นร้านยาที่มีชื่อจริงๆ”
หลังจากฟังกลุ่มดาบทมิฬสนทนาเรื่องโพชั่นกับเอ็นเฟรนั้น ไอซ์ก็คิดขึ้นมา 
โพชั้นของยัคดราซิลนั้นการจะสร้างมันขึ้นมาจะต้องมีอาชีพที่สอดคล้องกับสกิลที่ต้องการและผสมผสานกับเวทย์มนต์ นอกจากนี้ยังต้องมีส่วนผสมที่ถูกต้องและหยดน้ำของอัลเชมิสด้วยแต่ไม่เคยได้ยินว่ามันสร้างมาจากสมุนไพรได้ด้วย
สรุปแล้วการสร้างโพชั่นของโลกนี้กับยัคดราซิลนั้นแตกต่างกัน ไม่แปลกใจเลยที่เอ็นเฟรถึงบอกว่าไม่เคยเห็นโพชั่นสีแดงแบบนี้มาก่อน
ไอซ์เชื่อว่าถ้าเค้าเรียนรู้การสร้างยาได้มันจะช่วยให้นาซาริคแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะที่เค้าคิดอยู่นั้นหัวข้อสนทนาก็กลับมาสู่หัวข้อเกี่ยวกับงานครั้งนี้
“บริเวณนี้นับว่าเป็นจุดที่เหมาะสมต้องการรวบรวม ผมได้บอกคุณลุคลูเทอแล้ว
“ เชื่อมือได้เลยเดี้ยวผมนำทางเอง”
“เอาละครับ เริ่มเดินทางได้เลย”
“ข้ามีอะไรจะเสนอ”
“มีอะไรหรอครับคุณโมมอน”
“นาเบลสามารถใช้เวทย์มนต์ที่คล้ายกับ เวทย์เตือนภัย ที่ใช้ตอนเราวางแค้มป์ หลังจากที่ที่หมายพวกข้าขอแยกตัวไปซักครู่ได้หรือไม่”
ทุกคนรวมทั้งเอ็นเฟรนั้นรู้สึกไม่สบายใจที่คนที่เก่งที่สุดในกลุ่มจะแยกตัวไปในจุดที่อันตรายเช่นนี้ เอ็นเฟรรู้สึกกังวลแต่ก็ยอมกล่าว
“ได้ครับ แต่อย่านานมากนะครับ”
“แน่นอน เพื่อป้องกันที่จะหลงทางในป่าข้าจะทิ้งเชือกเอาไว้ ถ้ามีปัญหาก็ดึงมันซะข้าจะรีบกลับมา”
“ขอข้าไปด้วยได้มั้ย เพื่อจะได้ป้องกันที่นายจะไม่ทำอะไรแปลกๆกับนาเบลจังระหว่างทาง”
“แกอยากตายรึไงเจ้าสิ่งมีวิชิตชั้นต่ำ(แมลง) ในหัวของแกมีแต่ความกระหายหรือยังไง ถ้ามันหายไปแกจะยังขยับตัวได้หรือเปล่า”
“...พอเถอะ นาเบล คุณลูคลูเทอไม่จำเป็นหรอก คุณนินยามีเวทย์มนต์ที่จะระบุตำแหน่งในกรณีที่เราแยกกันออกไปหรือเปล่า มันคงจะสะดวกมากในกรณีเช่นนี้”
“ผมไม่เคยได้ยินว่ามีเวทย์มนต์ชนิดนี้เลยครับ ถ้ามีมันคงจะสะดวกมากทีเดียว”
หลังจากที่ได้ยินคำปฎิเสธของนินยา ไอซ์ก็ผงกหัวรับทราบพร้อมกับคิดในใจ
ในบรรดาเวทย์มนต์ระดับ 6 มีอยู่บางบทที่สามารถระบุตำแหน่งของวัตถุนั้นๆได้ นี่เค้าด้อยข้อมูลหรือว่าเวทย์มนต์บางอย่างในยัคดราซิลไม่มีบนโลกใบนี้กันแน่
ปล่อยวางจากความคิดนี้ ไอซ์หันไปให้สัญญาณแก่นาเบลเตรียมตัว เธอรับทราบแล้วมองไปยังกลุ่มของดาบทมิฬ
“คุณโมมอนกับคุณนาเบลจะออกไปซักครู่สินะครับ เราจะเริ่มเก็บสมุนไพรหลังจากพวกคุณกลับมาแล้วกันครับ”
เมื่อเป็นข้อประสงค์ของนายจ้างสมาชิกของกลุ่มดาบทมิฬต่างพยักหน้ารับทราบ
หลังจากตรวจเช็ครอบสุดท้าย เอ็นเฟรและทั้งหมดก็เดินเข้าป่าที่อยู่เบื้องหน้า ในช่วงต้นๆยังมีร่องรอยการตัดไม้ของชาวบ้านอยู่บ้าง แต่พอเดินลึกเข้าไปที่เบื้องหน้าก็ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีมากมาย
ในป่านั้นยากที่จะจับจุดสังเกตได้ซึ่งนั้นทำให้ยากมากขึ้นต่อการระบุทิศทางมันทำให้รู้สึกเหมือนเดินหลงทางโดยไม่ทราบจุดหมายที่จะไป ต้นไม้สูงใหญ่ที่แทบจะบดบังทัศนียภาพของท้องฟ้านั้นทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัว แต่เนื่องจากสกิลป้องกันทางจิตใจของอันเดทนั้นทำให้ไอซ์ไมได้รู้สึกกลัวเลย
ก็เหมือนในยัคดราซิลละนะ ป่ามันก็คือองค์ประกอบที่ถูกสร้างมาเท่านั้นเอง --- เค้าคิดกับตัวเอง
ไอซ์นั้นรู้สึกภูมิใจกับมหาสุสานนาซาริคที่สร้างขึ้นมาจนเค้าไมได้รู้สึกทึ่งกับภาพเบื้องหน้า
หลังจากกวาดสายตามองรอบๆ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยของสัตว์ประหลาดเลย เค้าสามารถมองเห็นหลังของ Ranger ลุคลูเทอ ซึ่งดูเหมือนจะตั้งสมาธิในการสัมผัสถึงสิ่งรอบข้าง และดูเหมือนเค้าจะคิดว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่รอบๆบริเวณนี้
ซึ่งจริงๆแล้วมีบางคนกำลังสะกดรอยตามมาห่างๆ ไอซ์รู้สึกภูมิใจมากที่คนที่สะกดรอยนั้นไม่ถูกพบเห็นเลย
ทั้งกลุ่ม –ยกเว้นไอซ์และนาเบล— นั้น ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง บรรยากาศในป่าที่หนาวเย็นไมได้ช่วยให้สมาชิกของกลุ่มดาบทมิฬผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อยในทางกลับกันแต่ละคนนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไม่น่าจะมีในบรรยากาศเช่นนี้
ในที่สุดทั้งกลุ่มก็หลุดพ้นจากป่าทึบมาอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างกว้าง 
“เรามาถึงจุดหมายแล้ว เอาละอาศัยจุดนี้เป็นศูนย์กลางเราจะออกเก็บสมุนไพรรอบๆบริเวณนี้”
หลังจากได้ยินคำพูดของเอ็นเฟรแล้ว ทุกคนเห็นเค้าปลดย่ามสะพายออกมาวางลงกับพื้น ทุกคนก็ทำแบบเดียวกันแต่ไม่มีใครลดท่าทีระวังภัยลงเลย
“เอาละข้าจะทำตามแผนที่วางไว้”
ไอซ์ผู้เชือกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆบริเวณนี้แล้วมัดปมเข้ากับด้านหลังของเค้า เชือกนี้หนาและทนทานอย่างมากจากการสังเกตมันคงไม่ขาดง่ายๆ ไอซ์และนาเบลพยายามเดินเป็นเส้นตรงเข้าไปในป่าเบื้องหน้าของทั้งคู่
โดยปกติแล้วการเดินเช่นนี้นั้นยากที่จะเดินเป็นเส้นตรงเพราะจะถูกกีดขวางโดยต้นไม้เบื้องหน้า แต่ทั้งคู่ก็พยายามเดินเข้ามาจนถึงจุดๆหนึ่งซึ่งห่างไมไกลมากนักแล้วจึงหยุด
“เอาเป็นตรงนี้ละกัน”
“ค่ะ”
“เราจะปรึกษากันว่าจะสร้างชื่อของข้ายังไงต่อไปดี”
“…ข้าขออนุญาตถามแผนของท่านคือรวบรวมสมุนไพรให้ได้มากๆหรือเปล่าค่ะ”
ไอซ์มองหน้านาเบลแล้วสั่นหัว
“ข้าวางแผนที่จะสู้กับราชาแห่งป่า”
ไอซ์อธิบายให้นาเบลที่ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจต่อว่า
“แผนของข้าคือทำให้คนอื่นเห็นว่าพวกเราแข็งแกร่งมากขนาดไหน”
“….ระหว่างการต่อสู้กับกลุ่ม Orge เมื่อวานเราก็แสดงให้เห็นแล้วนี่เจ้าค่ะ”
“ที่เจ้าว่ามาก็ถูกแต่แค่ Goblin กับ Orge มันยังไม่พอหรอก ถ้าเจ้าพวกนั้นกลับเมืองไปกระจายข่าวว่าเราสามารถจัดการกับราชาแห่งป่าได้นั้น ชื่อเสียงของเราจะกระจายอย่างมากแน่”
“ข้าเข้าใจแล้ว สมกับเป็นท่านไอซ์จริงๆ ช่างเป็นแผนที่ไม่มีที่ติ แต่ว่าเราจะไปหาตัวราชาแห่งป่าได้จากที่ไหนละค่ะ”
“เรื่องนั้นข้าเตรียมการไว้แล้ว”
นาเบลทำท่าเหมือนจะสอบถาม แต่ถูกรบกวนด้วยเสียงของใครบังคนที่ดังขึ้น
“นั้นคือสาเหตุที่ข้ามาที่นี่ไงละ”
ทันใดนั้นนาเบลหันกลับมามองข้างหลังและเตรียมตัวที่จะร่ายเวทย์โจมตีทันที แต่เมื่อเห็นเจ้าของเสียงเธอก็ลดท่าทางลง
“ท่านออร่า อย่าทำให้ข้ากลัวแบบนี้สิเจ้าค่ะ”
“หะหะ ขอโทษขอโทษ”
ร่างเล็กของดาคเอลฟ์ปรากฏตัวออกมาจากต้นไม้ด้านหลัง 
หนึ่งในฝาแฝดซึ่งเป็นกาเดี้ยนชั้นที่ 6 ของมหาสุสานนาซาริค ออร่า เบลล่า ฟิออร่า
“นี่เจ้ามาถึงนานหรือยัง”
“หือออ ข้าตามหลังท่านไอซ์มาตั้งแต่กลุ่มของท่านเริ่มเข้ามาในป่าแล้วค่ะ”
ออร่านั้นนอกจากจะเป็นผู้ใช้สัตว์อสูรชั้นเยี่ยมแล้ว ตัวเธอเองยังเป็นเรนเจอร์ชั้นแนวหน้าอีกด้วย การสะกดรอยในป่าก็คือเรื่องง่ายๆ แม้ลุคลูเทอจะเป็นเรนเจอร์เช่นกัน แต่ด้วยความต่างของชั้นของทั้งคู่เค้าไม่สามารถรู้ถึงตัวตนของออร่าได้เลย
“ข้าถูกเรียกมาให้ตามหาราชาแห่งป่านะ และทำให้มันโจมตีท่านไอซ์”
“ถูกแล้วแล้วออร่า จากแหล่งข่าวข้าได้ยินว่าราชาแห่งป่ามีขนสีขาว,มีหางเป็นงู,และมี 4 ขา พอจะคุ้นมั้ย”
“ค่ะ คงจะเป็นเจ้าตัวที่ข้าเห็นนั้นละ”
ออร่าตอบอย่างมั่นใจ
“ต้องการให้ข้าจับมันมามั้ยค่ะ”
“…ตอนแรกข้าก็ว่าจะทำยังงั้นแต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว”
ด้วยความสามารถของออร่าจะจับราชาแห่งป่าไม่ใช่เรื่องยาก จากนั้นก็ให้มันมาสู้กับไอซ์แต่มันคงแย่ถ้าคนอื่นรู้ถึงความจริงว่ามันเป็นแค่โชว์ ไม่ทำแบบนั้นตั้งแต่แรกจะเป็นการดีกว่า
“ว่าแต่ออร่างานอีกอย่างที่ข้าสั่งเป็นอย่างไรบ้าง”
“แน่นอนค่ะ !!!.
ออร่าคุกเข่าลงเพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้านายของตัวเอง 
“ตามบัญชาของท่านให้สำรวจป่านี้และหาสิ่งมีชิวิตที่พร้อมจะเข้าร่วมกับทางนาซาริค ,การสร้างคลังเก็บของเพื่อกักเก็บเสบียงทุกอย่างเป็นไปด้วยดีค่ะ”
“ดีมาก” ไอซ์ตอบรับ
ก่อนที่จะมายังรีลันเทียนั้น ไอซ์ได้ออกคำสั่งแก่กาเดี้ยนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ออร่าและมาเร่นั้นถูกสั่งให้มาสำรวจบริเวณป่าแห่งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูล
สำหรับคลังเก็บของนั้น ไว้เป็นกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถกลับไปยังนาซาริคที่นี่จะเป็นสถานที่ลับสำหรับรวมพล เหตุผลอีกข้อคือการมีฐานที่มั่นเพิ่มอีกทีย่อมเป็นการดีที่จะไม่ให้สุสานนาซาริคถูกค้นพบในกรณีที่แย่ที่สุดก็จะสละฐานนี้ เหมือนเป็นที่ไว้ลวงศัตรูนั้นเอง
ส่วนการหาสิ่งมีชิวิตที่พร้อมจะเข้าร่วมกับนาซาริคนั้น ต้องการพวกที่เก่งๆ ดังนั้นงานนี้ทั้งออร่าและมาเร่ได้นำลูกน้องที่มีเลเวลสูงมาตั้งฐานที่นี่นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ก็อบลินและอ็อคถึงได้หนีออกจากส่วนลึกของป่า
“แต่ว่าการสร้างคลังเก็บของนั้นอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างค่ะ”
“นั้นก็ช่วยไมได้ข้าเพิ่งจะสั่งเจ้าไปไม่นาน”
แม้ออร่าจะนำโกเล็มและอันเดทมาเป็นลูกมือในงานนี้เพราะพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพักผ่อนแต่มันก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเสร็จสมบูรณ์
“เจ้าจงใช้เวลาตามสบาย แต่จำไว้ต้องสร้างให้แข็งแกร่งเพื่อในกรณีที่ถูกโจมตีด้วย”
“ค่ะ ทุกสิ่งจะเป็นไปตามความประสงค์ของท่านไอซ์”
“ยอดเยี่ยมมาก เอาละ เรื่องของราชาแห่งป่าก็ให้เจ้ารับไปดำเนินการต่อละกัน”
“ค่ะ”
ออร่าตอบรับอย่างกระตือรือร้น
หลังจากไอซ์จากไป หมาผ่าสีดำขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะรอโอกาศได้เดินออกมาจากหลังต้นไม้ช้าๆ ภายใต้ดวงตาสีรุ้งนั้นส่อประกายของความรอบรู้ออกมาเป็นสายตาที่ไม่สามารถพอได้ในสัตว์ป่าทั่วไป 
ไม่ใช้แค่นั้น
บนกิ่งไม้ของต้นไม้ที่อยู่ถัดไป สัตว์ประหลาด 6 ขา ที่ดูหมือนจะเป็นการผสมกันระหว่างกิ่งก่าและอีกัวน่าลำตัวของมันดูหมือนจะเปลี่ยนสีอยู่ตลอดขนาดของร่างกายแลดูแล้วจะมีขนาดพอๆกับหมาป่าที่ปรากฎตัวก่อนหน้านี้
"เฟนนิ ครากเคอราซิล พวกเจ้าเป็นห่วงข้างั้นหรอ"
หมาป่าที่ชื่อเฟนนิร้องเบาๆแล้วถูศรีษะเข้ากับต้นขาของออร่า ในขณะที่ครากเคอราซิลแลบลิ้นออกมาเลียที่ศรีษะของออร่า
"อย่าน้า พวกเรายังมีงานที่ท่านไอซ์สั่งให้ทำค้างอยู่น้า"
ในบรรดาเหล่ากาเดี้ยนทั้งหมดนั้น ถ้าวัดกันด้านกำลังแล้วออร่าถือว่าอ่อนแอเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด กระทั้งแอเรียกาเดี้ยนบางตนยังแข็งแกร่งกว่าเธอด้วยซ้ำ แต่นั้นคือคำจำกัดความว่าเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น
ความสามารถของออร่าไม่ใช้การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบกลุ่ม ในบรรดาเหล่าสัตว์ประหลาดนับร้อยที่ออร่าจับมานั้น ที่แข็งแกร่งที่สุดจะมีเลเวลอยู่ที่ 80 บวกกับสกิลสนับสนุนของเธอ เลเวลจะทะลุไปถึง 90 เมื่อต่อสู้ร่วมกันแล้วความสามารถด้านการรบนับว่าอยู่เหนือกาเดี้ยนคนอื่นได้เลยทีเดียว
ท่ามกลางสัตว์เลี้ยงของออร่า 2 ตัว ที่ออร่าชื่อชอบและถือว่าแข็งแกร่งที่สุด คือ สัตว์ศักสิทธิ์เฟนริล และครากเคอราซิล
เฟนนิและครากเคอณาวิลอยู่เล่นทั้งทีเมื่อได้ยนิคำพูดของออร่า
"ดีมากไปกันเถอะ"
ออร่านำสัตว์?เลี้ยงทั้ง 2 ตัว วิ่งเข้าไปในป่า ความเร็วของออร่าไม่ได้ลดลงเลยแม้จะอยู่ในป่าที่มีสิ่งกีดขวางมากมาย
หลังจากวิ่งมาได้ราวๆ 30 นาที ทั้งหมดก็มาถึงจุดหมาย 
ออร่าเผยยิ้มที่ดูเยือกเย็นซึ่งไม่สมกับอายุของเธออกมา รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวและดูไร้เดียงสาในขณะเดียวกัน
"จริงๆก็อยากจะจับมาเก็บในคอลเล็คชั่นของข้าเองหรอกนะ แต่เมื่อเป็นคำสั่งของท่านไอซ์ก็ช่วยไมได้"
ออร่าดูหมือนจะไมได้พูดกับสัตว์เลี้ยงของเธอ เธอบ่นพึมพำเหมือนพูดถึงของประดับชิดหนึ่ง
ออร่าเองนั้นรู้ที่อยู่ของราชาแห่งป่าตั้งแต่แรกเพราะหวังจะจับมาใช้เอง แม้ราชาแห่งป่านั้นดูจะอ่อนแอหากเปรียบเทียบกับบรรดาสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆของเธอ แต่ด้วยความแปลกของรูปร่างที่เธอไม่เคยเห็นได้สะกิดนิสัยที่ชอบสะสมของเธอขึ้นมา แต่เธอก็ไมได้รู้สึกเสียดายถ้านี่เป็นของที่เหล่าผู้สร้างต้องการ เธอพร้อมจะให้ทุกอย่างที่เธอมี
"เอาละนะ"
ออร่าเปลี่ยนท่าทาง พร้อมกับอ้าปากสีชมพูขึ้นเล็กน้อย เป็นทักษะการหายใจที่ใช้ควบคุมความรู้สึกภายใน โดยปกติขอบเขตการรับรู้ของเธอก็มีระยะกว้างอยู่แล้ว เมื่อรวมกับเทคนิคนี้เธอสามารถโจมตีศัตรูที่ห่างไปถึง 2 กิลโมเมตรได้อย่างสบายๆแม้ในป่าที่มีทัศนวิสัยรกทึบเช่นนี้
แต่ในขณะนี้ออร่าต้องการแค่ลบจิตของเธอออกเพื่อเข้าใกล้เป้ามหายไม่ให้รู้ตัวแค่นั้น ในสภาวะเช่นนี้ไม่ใช้แค่สัตว์ประหลาดธรรมดาเท่านั้น กระทั้งสัตว์ป่าที่มีเซ็นในด้านการค้นหาก้ไม่สามารถรับรู้การคงอยู่ของออร่าได้
ออร่าเดินช้าๆไปยังราชาแห่งป่าที่ดูเหมิอนจะหลับสนิทอยู่ เธอยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยสกิลทักษะของเธอที่มีผลของ"ความหวาดกลัว"อยู่ ราชาแห่งป่าสสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีขนของมันตั้งชั่นด้วยความกลัวแล้ววิ่งออกจากรังในทันที แม้การเคลื่อนไหวของราชาแห่งป่าจะรวดเร็วมากแต่ออร่านั้นกลับเร็วยิ่งกว่า เธอค่อยๆพ่นลมหายใจเพื่อไล่ต้อนราชาแห่งป่าให้ไปยังกลุ่มของไอซ์
ป่าที่เงียบสงบดูเหมือนจะแตกตื่นขึ้นมา
ลุคลูเธอเป็นคนแรกที่รู้สึกตัวเค้าขยับใบหูเพื่อรับฟังในขณะเดียวกันก็กวาดสายตาไปรอบๆด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
"บางอย่างกำลังพุ่งตรงมาทางเรา"
หลังจากได้ยินคำพูดของเค้า สมาชิกกลุ่มดาบทมิฬซึ่งกำลังรวบรวมสมุนไพรได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมในทันที ไอซ์ก็หยิบดาบใหญ่ออกมาถือไว้
"นั้นใช่ราชาแห่งป่าหรือเปล่า"
ไม่มีคนตอบคำถามของเอ็นเฟรที่กำลังเก็บสมุนไพรลงในย่ามของเค้า ทุกคนต่างจ้องมองไปยังส่วนลึกของป่า
"นี่มันแย่จริงๆ"
ลุคลูเธอพัมพำออกมา จากนั้นเค้าตะโกนบอกทุกคนในบริเวณ
"บางอย่างที่ใหญ่โตมากกำลังมาทางด้านนี้ ฟังจากเสียงของหญ้าที่เหยียบแล้วก็เสียงพื้นนั้นน่าจะมาถึงจุดที่พวกเราอยู่อีกไม่นาน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าาใช้ราชาแห่งป่าหรือเปล่า"
"ล่าถอยดีกว่า มันอันตรายเกินไปที่จะอยู่ตรงนี้ บริเวณนี้เป็นขอบเขตของราชาแห่งป่าซะด้วย โอกาศที่จะถูกโจมตีมีมากเลยทีเดียว"
ปีเตอร์มองมายังไอซ์
"คุณโมมอนช่วยรับหน้าระวังหลังให้ด้วยครับ"
"ไม่มีปัญหา ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
ในขณะที่สมาชิกของกลุ่มดาบทมิฬคุ้มกันเอ็นเฟรเพื่อล่าถอยออกจากบริเวณนี้ทุกคนตะโกนบอก
"อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปนะครับ คุณโมมอน"
หลังจากที่ทุกคนล่าถอยออกไปจากระยะสายตาของไอซ์แล้ว เค้ารู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าจะหลงทางในป่านี้มั้ย แต่ก็ฉุกคิดว่าออร่ายังอยู่สามารถให้เธอนำทางได้
กลับมายังงานที่อยู่ข้างหน้า
"แม้ว่าข้าจะต้องการจับราชาแห่งป่ากลับไปยังนาซาริคแต่จะพิสูจน์ได้ยังไงว่าข้ากำราบมันได้ อืม.... ตัดขาออกมาซักข้างเป็นหลักฐานน่าจะดี"
"----ท่านไอซ์"
ในทิศทางที่นาเบรัลกำลังจองมองอยู่มีเงาบางอย่างเผยออกมา แต่ไอซ์ยังมองไม่เห็นเนื่องจากความมืดของป่าที่แสงส่องมาไม่ถึง
"แขกของเรามาถึงแล้วหรือ"
บางที่ตัวข้าเองอาจจะเป็นแขกก็ได้ ไอซ์คิดขณะที่เดินมาด้านหน้าของนาเบรัล เนื่องจากไม่สามารถประเมินความแข็งแกร่งของราชาแห่งป่าได้ ดังนั้นไอซ์เลือกที่จะยืนอยู่ด้านหน้าเพื่อป้องกันนาเบรัลซึ่งเป็นนักเวทย์และไม่ถนัดการต่อสู้ประชิดตัวเพื่อปกป้องเธอ
เมื่อมายืนด้านหน้าของนาเบรัลแล้วทันใดนั้น เสียงลมแหวกอาศพุ่งมายังเบื้องหน้าของทั้งคู่ ไอซ์ชักดาบออกมาเพื่อป้องกันทันที เสียงของแข็งคล้ายเสียงเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณ
ไอซ์มองเห็นหางที่มีเกร็ดคล้ายงูโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้
ฟังจากเสียงเมื่อสักครู่ดูเหมือนหางนี้จะแข็งแกร่งพอๆกับเหล็ก ดูจากขนาดนี่มันกว่า 20 เมตรเลยนะเว้ย ไอ้ตัวนี้มันใช้ชิวิตด้วยหางยาวขนาดนี้ยังไงฟะเนี่ย 
ไอซ์คิดในใจและด้วยที่ตัวเค้าขาดประสบการณ์ด้านการต่อสู้แนวหน้า ทำให้ไม่รู้จะทำเช่นไร หนทางเดียวที่คิดออกตอนนี้คือพุ่งเข้าสู้ประชิดตัวโดยอาศัยความสามารถของอาวุธและเกราะเท่านั้น
เมื่อเห็นทางท่าทางตั้งท่าสู้ของไอซ์ บางสิ่งในป่าได้พูดออกมา
"สามารถป้องกันการโจมตีของราชาได้ ยอดเยี่ยมมาก การได้พบเจอคู่ต่อสู้เช่นนั้น นับว่าเป็นครั้งแรกของราชา"
"ราชา..."
ไอซ์ทำหน้างงเล็กน้อย หลังจากนั้นเค้าก็จำได้ว่าภาษาในโลกนี้จะถูกแปลความหมายให้เข้าใจโดยอัตโนมัติ นี่คงเป็นคำแปลที่ราชาพูดมาละมั้ง
"เอาละ เจ้าผู้บุกรุกเข้ามาในเขตของราชา เห็นแก่ที่เจ้าสามารถรับการโจมตีของราชาได้ ถ้าจะหนี ราชาจะปล่อยไป เจ้าเห็นว่าเช่นไร"
"... ช่างเป็นคำถามที่โง่เขลา แน่นอน ข้าจะจัดการเจ้าซะ แล้วไปรับรางวัล"
"แต่ที่เจ้าไม่กล้าเผยโฉมออกมาเพราะว่าไม่มั่นใจในความสามารถหรือว่าอายกันละ"
"ช่างเป็นคำพูดที่อวดดีจริงๆ เจ้าผู้บุกรุก ถ้างั้นจงมองความน่าเกรงขามของราชาและสั่นกลั่วซะเถอะ!!!"
ราชาแห่งป่าค่อยๆเผยตัวออกมาจากในป่าและปรากฎตัวต่อหน้าไอซ์
หลังจากไอซ์เห็นร่างเบื้องหน้าสายตาก็เปิดกว้างขึ้นอย่างตกใจ
"ฮ่าฮ่า ราชารู้สึกได้ถึงใบหน้าอันตกใจหลังหมวกของเจ้า"
ตัตว์ประหลาดเบื้องหน้ายิ้มอย่างสมใจพร้อมกับวาดหางไปมา ขนสีขาวทั้งตัวขนาดพอๆกับม้าแต่ลำตัวสั้นกว่า ราชาแห่งป่าเคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ
"ความรู้สึกนี้มัน"
ความรู้สึกของไอซ์ยากจะบรรยาย นับตั้งแต่กลายเป็นอันเดทความรู้สึกที่พลุ่งพล่านมักจะถูกระงับด้วยอะไรบางอย่าง แม้กระทั้งตอนอยู่ในยัครดราซิลเค้ายังไม่เคยรู้สึกแปลกๆเหมือนที่เห็นสัตว์ประหลาดเบื้องหน้านี้
"เผ่าพันธ์ของเจ้า .... ใช่ จังกาเรี่ยนแฮมสเตอร์หรือเปล่า"
ราชาแห่งป่า ลักษณะภายนอกของมันเหมือนจังกาเรี่ยนแฮมสเตอที่เค้าเคยเห็นในหนังสือชัดๆ ขนสีขาว ตาสีดำ ลำตัวเหมือนขนมโมจิ
แน่นอนแฮมสเตอร์ไม่ได้มีหางยาวขนาดนี้ แต่ไอซ์ก็หาคำอธิบายอื่นที่จะมาบรรยายลักษณะของสัตว์เบื้องหน้าไม่ได้ดีไปกว่านี้ ถ้าให้ถามคนซัก 100 คน คำตอบก็คงจะเหมือนกัน นี่มันแฮมสเตอร์แน่นอน จะเรียกว่าแฮมสเตอร์กลายพันธ์หรือแฮมสเตอร์ยัก ยังไงก็คือแฮมสเตอร์นั้นละ
"อืม.... ราชาใช้ชิวิตอย่างโดดเดี่้ยวไม่เคยเห็นตัวอื่น ราชาตอบคำถามของเจ้าไมได้ หรือว่าเจ้ารู้จักเผ่าพันธฺของราชางั้นหรือ"
"เอ๋? .... อืม จะว่ายังไงดีละ สหายของข้าก็เคยเลี้ยงตัวที่เหมือนๆกับเจ้าละนะ"
ไอซ์นึกถึงตอนที่สมาชิกกิลของเค้าไมได้ล็อคอินเข้ามาเป็นอาทิตย์เนื่องจากเสียใจที่แฮมสเตอร์ตัวโปรดแก่ตาย
เบื้องหลังของไอซ์ นาเบรัลอุทานออกมาเบาๆ เนื่องจากบางทีเธอคงจะแปลกใจที่ได้รับทราบข้อมูลของผู้สร้างคนอื่นๆ
"ว่ายังไงนะ สามหาวมากที่เลี้ยงตัวที่คล้ายๆราชา"
ราชาแห่งป่าเกาแก้มของมัน
ไอซ์ก็ไม่แน่ใจว่าทาท่างของมันคือโกรธหรือว่าดีใจกันแน่
"เอาละเจ้าเหยื่อ จงอธิบายรายละเอียดของเผ่าพันธฺ็ของราชามาซะ ราชามีหน้าที่ต้องสืบทอดสายเลือดต่อไป ถ้าเผ่าพันธ์ของราชามีอยู่จริงๆก็เป็นหน้าที่ของราชาที่จะต้องปกป้องดูแล"
"เอ๋ แต่ว่าตัวมันไม่ใหญ่เท่าเจ้านะ"
"ยังงั้นหรือ หรือว่ายังเป็นเด็กละ"
"ไม่ใช่หรอก ต่อให้ตัวโตเต็มวัยก็ใหญ่แค่ฝ่ามือของข้าเท่านั้นเอง"
ราชาแห่งป่าดูจะเสียใจ
"หรือว่าราชามีชะตาที่ต้องอยู่และตายอย่างโดดเดี่ยว"
"....เผ่าที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ก็มีชะตากรรมแบบนั้นละนะ แต่สำหรับแฮมสเตอร์.......ข้าก็รู้สึกดีใจกับชะตากรรมของเจ้านะ เพราะถ้าเจ้าพบคู่ละก็อัตราเติบโตของเจ้าอาจจะทำลายโลกนี้ได้เลนทีเดียว"
ราชาแห่งป่าเบิกตากลมใหญ่ขึ้น ดูเหมือนจะโกรธซะด้วย
"ช่างหยาบคายจริง การสืบเผ่าพันธ์เป็นเรื่องสำคัญมากและราชาก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอดก็เป็นธรรมดาที่ราชาต้องการพบเผ่าพันธ์ตนอื่น"
"อ่า.... ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า ขอโทษกับคำพูดที่ไม่ทันคิดของข้าละกัน"
ไอซ์นึกถึงสหายของเค้าในกิล คำพูดของแฮมสเตอร์ตัวนี้ทำให้ไอซ์คิดถึงสภาพของตัวเองตอนนี้ที่โดดเดี่ยวเช่นกัน แต่การที่ต้องขอโทษหนูแฮมสเตอร์นี่มันช่าง....เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ
" ช่างเถอะ ราชายกโทษให้ ได้เวลาหยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วมาดวลกัน คนที่บุกรุกอาณาเขตของราชาต้องกลายเป็นอาหารทั้งนั้น"
"เอ๋... เข้าใจแล้ว"
ไอซ์รู้สึกเหมือนสูญเสียแรงจูงใจ
เค้ารู้ตัวว่าท่าทางภายนอกที่ดูน่ารักนี่คือเปลือกนอกแต่ไอซ์ก็สูญเสียความกระตือรือร้รในการต่อสู้ไปแล้ว
ผู้นำของมหาสุสานของนาซาริคต้องมาต่อสู้กับหนูแฮมสเตอร์มันช่างน่าเศร้าจริงๆ
ถ้าเค้าจัดการมันได้และนำร่างของมันไปให้คนอื่นดูพร้อมกับบอกว่าที่คือราชาแห่งป่า "ข้าไม่สามารถออมมือได้เพราะการต่อสู้ดุเดือดไป"นักผจญภัยคนอื่นรวมถึงกลุ่มดาบทมิฬจะมองเค้าเป็นเหมือนตัวตลกหรือเปล่า
เอาละสรุปแล้วอย่าฆ่าราชาแห่งป่าแต่จับเป็นเพื่อล้วงข้อมูลดีกว่า
"นาเบรัลถอยไปด้านข้าง"
ไอซ์พยายามปลุกจิตต่อสู้ขึ้นมาใหม่ สีหน้าของนาเบรัลเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวผู้นำของเธอ หลังจากก้มหัวรับคำสั่งเธอก็เดินไปยังด้านข้างสุดดฃทางของบริเวณนี้
"หือ ... ราชาไม่ขัดข้องถ้าพวกเจ้าจะร่วมมือต่อสู้หรอกนะ"
"สองคนร่วมมือเพื่อต่อสู้กับหนูแอฒสเตอร์เนี่ยนะ มันเป็นการกระทำที่น่าอับอายที่สุดของข้าเลยทีเดียว"
เมื่อเห็นคำตอบรับของไอซ์ราชาแห่งป่าย่อตัวลงเล็กน้อย
"อย่าเสียใจกับการตัดสินใจของเจ้าละ"
เสียงดังสนั่นขึ้นพร้อมกับการดีดตัว ราชาแห่งป่าพุ่งเข้าโจมตีไอซ์อย่างรวดเร๋ว ร่างใหญ่โตที่พุ่งเข้าชนนั้นถ้าไม่ใช้ ทักษะต่อสู้ในการสวนกลับละก็สามารถชนจนคนธรรมดาลอยไปบนฟ้าได้เลยทีเดียว
แต่ไอซ์ยกดาบใหญ่ขึ้นตั้งรับ แรงปะทะที่รุนแรงเกินคนธรรดาจะรับไหวนั้นไอซ์สามารถป้องกันมันเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ
"โห"
ราชาแห่งป่าแปลกใจทีไอซ์รับการโจมตีได้โดยไม่ถอยหลังแม้แต่น้อย จากนั้นตวัดกรงเล็บที่แหลมคมเข้าโจมตีไอซืทันที แต่ไอซ์ก็ป้องกันไว้ด้วยดาบที่อยู่ในมือซ้ายและตอบโต้ด้วยการฟันดาบในมือขวาใส่ การโจมตีที่ดูไม่รุนแรงของไอซ์แต่ในสายตาของคนนอกนับเป็นการโจมตีที่ดูรุนแรงมาก
เสียงของแข็งกระทบกันดังไปทั่้วบริเวณอย่างต่อเนื่อง ราชาแห่งป่ารับการโจมตีของไอซ์ด้วยกรงเล็บแรงปะทุทำให้ทั้งคู่แยกตัวออกจากกัน
"ยอดเยี่มมาก ถ้าอย่างนั้นลองรับนี่ดู ชาร์มสไปซ์
การโจมตีด้านจิตใจนั้นไม่ส่งผลต่ออันเดท ไอซ์ไม่สนใจเวทย์มนต์ของคู่ต่อสู้และพุ่งเข้าโจมตีต่อทันที
เสียงเหล็กดังขึ้นอีกครั้งการโจมตีของไอซ์ถูกป้องกันด้วยกรงเล็บของราชาแห่งป่าเหมือนเดิม
สายตาของไอซ์ใต้หมวกเหล็กแปลกใจเล็กน้อย ถึงแม้ไอซ์จะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดในการโจมตี แต่การที่รับการโจมตีด้วยกรงเล็บและอุ้งมือนั้นแสดงว่าขนของราชาแห่งป่าต้องแข็งเหมือนเหล็กเลยทีเดียว
"ขนมันไมได้นุ่มหรือยังไงกัน ช่างน่าแปลกใจเสียจริง"
ถ้าเอาเลวลของยัคดราซิลมาประเมินแล้วละก็ เลวลของราชาแห่งป่าควรจะอยู่ที่ 30 กว่าๆ แต่เนื่องจากมันสามารถใช้เวทย์มนตืได้ด้วยจึงยังระบุชัดเจนมากไมได้
"ไม่เลว ... เหมาะสำหรับฝึกซ้อมการต่อสู้ประชิดตัวจริงๆ"
ไอซ์มั่นใจว่าถ้าใช้พลังที่แท้จริงแล้วจะสามารถชนะแบบง่ายๆ แต่เค้าต่อการฝึกการต่อสู้ประชิดตัวเพื่อพัมนาทักษะมากกว่า
ไอซ์ฟาดดาบทั้งสืองมอใส่ราชาแห่งป่าอย่างต่อเนื่องแต่ทั้งหมดก็ถูกรับไว้ด้วยกรงเล็บทั้งคู่ ร่างของราชาแห่งป่าปรากฎเครื่องหมายขึ้นเป็นผลของการรายเวทย์มนต์
"บรายด์
ต่างกับเวทย์ขาร์ม สไปซ์ นี่ไม่ใช้เวทย์ที่ส่งผลต่อจิตใจมันจึงส่งผลต่อไอซ์แต่ด้วยไอเท็มที่ไอซ์ใส่สามารถปกป้องเวทย์มนต์ระดับต่ำผลของมันจึงถูกยกเลิกไปทันที
-เมื่อตอนใช้เวทย์มนต์ดูเหมือนตราสัญลักษณ์จะปรากฎขึ้น แสดงว่าจำนวนของสัญลักษณ์ที่ปรากฎจะบ่งบอกถึงระดับของเวทย์มนต์ที่จะใช้ยังงั้นสินะ-
ในยัคดราซิลนั้นจำนวนและระดับของเวทย์มนต์ที่มอนสเตอณ์จะร่ายได้ขึ้นอยู่กับเลเวลและเผ่าพันธ์ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8ดูเหมือนสัญลักษณ์บนหัวของราชาแห่งป่าก็มี 8 เช่นกัน ทำให้ไอซ์รู้สึกเหมือนสู้อยู่กับมอนสเตณ์ในเกมยัคดราซิล
ราชาแห่งป่าดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเวทย์มนต์ที่ร่ายไปนั้นไร้ผล และโจมตีด้วยขาหน้าทั้งสอง ไอซ์ป้องกันไว้ด้าบในมือหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็โจมตีด้วยดาบในมืออีกข้าง
ไอซ์รู้สึกเหมือนได้ร่วมต่อสู้กับเพื่อร่วมกิลของเค้า ในยัคดราซิลนั้น หนึ่งในนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด ทัชมี ต่อสู้ด้วยดาบและโล่ห์ และคนที่พลังโจมตีสูงทีสูง นิชิกิ เอ็นไร โจมตีด้วยดาบคู่ "อามาเทราสุ และ ทัซสึคุโยมิ" นั้นบอกว่าเค้าไม่ต้องการการโจมตีครั้งที่สอง แต่นั้นก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว คนที่ใช้ดาบซามูไรสองเล่ม "ดาบสังหารพระเจ้าและทาเคมิคาสุจิ MK8" ยอดนักรบทาเคมิคาสุจิดูเหมือนจะโดดเด่นการโจมตีมากที่สุด
ไอซ์ยังนึกถึงนักรบที่เค้าพบเจอในโลกนี้เมื่อเร็วๆนี้ อัศวินที่เก่งที่สุดของอาณาจักร กาเซฟ สเตรนอฟ
ไอซ์คิดว่าที่เค้าปลอมตัวเป็นนักรบคงจะได้รับแรงบันดาลใจจากกาเซฟ
-ข้าไม่ควรคิดอย่างอื่นในขณะการต่อสู้- ไอซ์พยายามเรียกสติกลับมา -แม้คู่ต่อสู้จะเป็นแฮมสเตอร์ก็ไม่ควรประมาท"
ภาพการโจมตีด้วยเชิงดาบของเหล่าสหายร่วมกิลผลุดขึ้นมาในจิตใจของไอซ์ เค้าพยายามลอกเลียนท่าทางนั้นในการโจมตี ไอซ์ป้องกันการโจมตีของราชาแห่งป่าดด้วยดาบในมือซ้าย
ทำนองของการต่อสู้เปลี่ยนไปเมื่อดาบของไอซ์ทะลุแนวป้องกันของราชาแห่งป่าได้ในที่สุด
"อะไรกัน!!"
ความรู้สึกของมีคมตัดผ่านผิวหนัง เลือดได้ไหลออกมาจากปาดแผล
ดาบในมือขวาของไอซ์ตัดผิวหนังของราชาแห่งป่า ขนบางส่วนปลิวขึ้นไปบนในห้องฟ้า
ในขณะที่ไอซ์จะตวัดดาบในมือซ้ายออก ราชาแห่งป่ารู้สึกถึงอันตรายและถอยร่างหนีออกจากระยะการโจมตีไปไกลกว่า 10 เมตร
-เคยได้ยินว่าแฮมเตอร์สามารถหนีได้โดยการกระโดดสูง ไม่คิดว่าจะกระโดดถอยหลังได้ด้วยแหะ-
ราชาแห่งป่าย่อร่างลง ไอซ์จ้องมองคู่ต่อสู้ด้วยความแปลกใจ
-ในระยะขนาดนั้นพยายามจะทำอะไรกัน จะพุ่งเข้าชน? ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าก็สามารถป้องกันและโจมตีสวนกลับได้ หรือว่าจะร่ายเวทย์...-
หางก็ดูเหมือนจะไม่สามารถโจมตีไกลมาถึงนี้ได้
"---ไม่สิ "
การโจมตีด้วยหางครั้งแรกนั้นมีระยะการโจมตีที่ไกลกว่านี้อีก
เป็นไปตามคาดหางของราชาแห่งป่าพุ่งตรงมายังไอซ์ด้วยความเร็วที่ยากมองตามทัน ไอซ์พยามเบี้ยงตัวและป้องกันด้วยดาบในมือซ้าย ทันใดนั้นเองหางก็เบี้ยงการโจมตีอ้อมมายังโจมตีด้านหลังไอซ์ เค้าพยายามหมุนตัวเพื่อป้องกันแต่ก็ยังช้าไป การโจมตีของราชาแห่งป่าโจมตีเข้าสกลางหลังของไอซ์อย่างรุนแรง ด้วยทักษะติดตัวของไอซ์ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ถ้านี่เป็นเกมจริงๆเค้าคงแพ้ไปแล้ว
" เท่านี้เราก็เสมอกันแล้ว"
เป็นแค่แฮมสเตอร์แท้ๆ----ไอซ์รู้สึกโกรธขึ้นมา
-ข้าจะเริ่มโจมตีระย่างไกลบ้างละ-
ไอซ์ตัดสินใจและเพิ่มพลังในมือขวามากขึ้นกว่าเดิม ขณะทีไอซ์กำลังเตรียมตัวโจมตี ราชาแห่งป่าพูดขึ้นอย่างสนใจ
"เกราะนั้น ... แข็งแกร่งมาก ไม่สิ ความสามารถเชิงดาบของเจ้าก็ยอดเยี่ยม เป็นนักรบที่เก่งกาจมาก เจ้าคงจะมีขื่อเสียงในหมู่มนุษย์มากละสิ"
ไอซืผ่นคลายกำลังในมือขวา
"ข้าดูเหมือนนักรบหรือไง"
"เป็นคำถามที่แปลกมากถ้าเจ้าไม่ใช้นักรบหรือว่า.....เป็นอัศวินละ"
"ราชาแห่งป่าเอ๋ย.... เจ้าไม่เหมาะสมกับชื่อราชาเลย ตั้งแต่ที่ข้าพบว่าเจ้าเป็นแค่หนูแฮมสเตอร์" ไอซ์นั้นตั้งความหวังว่าคู่ต่อสู้คงจะเก่งกาจมากถึงได้ชื่อว่าราชา แอต่ก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก ถ้าตั้งชื่อว่าแฮมสเตอร์ยักตั้งแต่แรกเค้าคงไม่ตั้งความหวังมากขนาดนี้ 
-คนในโลกนี้คงจะมีปัญหาในการตัดสินชื่อและรูปร่างหรือเปล่า-
ในที่สุดไอซ์ก็เสียจิตใจการต่อสู้และลดดาบลง
"นั้นเจ้าทำอะไร!! จะยอมแพ้ก่อนการต่อสู้จะจบลงหรือ จงต่อสู้กับราชาอย่างสุดความสามารถ นี่เป็นการต่อสู้ที่เสี่ยงชิวิตนะ"
"พอแค่นี้ละ..."
ไอซ์พูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น เค้ายกดาบในมือขวาจ่อไปยังราชาแห่งป่าและแสดงทักษะออร่าแห่งความสิ้นหวังออกมา
เพราะว่ามีโอกาศที่คู่ต่อสู้จะตายด้วยความตกใจไอซ์พยายามลดระดับให้อยู่ในระดับแสดงผลแค่ความกลัวเท่านั้น
เหมือนกับอากาศรอบตัวของไอซ์จะหยุดลง กระแสแห่งความสิ้นหวังได้แผ่ออกมาโดยมีไอซ์เป็นศูนย์กลาง เมื่อราชาแห่งป่าสัมภัสในถึงบรรยากาศขนทัวทั้งตัวนั้นลุกตั้งชั้นพร้อมกับหงายร่างเผยให้เห็นท้องที่ไร้การป้องกันซึ่งปกคลุมไปด้วยขนสีเงิน
"ราชายอมแพ้ ราชายอมรับว่าแพ้แล้ว!!"
"หึ .... ยังไงก็เป็นแค่แฮมสเตอร์สินะ"
ไอซ์เดินไปยังร่างของราชาแห่งป่าที่หงายท้องอยู่พร้อมกับคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
-ยังไงก็เป็นสัตว์ของโลกนี้จะไล่ไปก็น่าเสียดาย เก็บไว้เป็นสัตว์เลี้ยงดีมั้ยนะ หรือว่าเอาศพไปใช้ประโยชน์ดี-
อาชีพของไอซ์คือเนโคนแมนเซอร์ ผู้ควบคุมซากผพ แต่ตวามแข็งแกร่งของอันเดทนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของศพเป็นหลัก
วัตถุดิบที่ดีที่สุดในการสร้างควรจะเป็นเผ่าพันธ์ที่ทรงพลังอย่าง มังกร ในขณะที่ศพของมนุษย์จะกลายเป็นแค่ซอมบี้หรือสเกลตอน ผลลัพจากศพของราชาแห่งป่าซึ่งไม่มีในโลกของยัคดราซิลจะให้ผลเป็นอย่างไงนะ ช่างน่าสนใจจริงๆ
"ต้องการจะให้ฆ่าทิ้งมั้ยค่ะ"
น้ำเสียงดูจะดีใจดังมาจากด้านหลังของไอซ์ เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าออร่านั้นยืนอยู่ข้างๆนาเบรัลแล้ว
"ถ้าท่านต้องการฆ่าขอขนสีขาวนั้นให้ข้านะค่ะ มันต้องเป็นหนังที่มีคุณภาพแน่นอน"
ไอซ์จองม่้องไปยังดวงตาที่เปี้ยกชื้นไปด้วยน้ำตาของราชาแห่งป่า ดวงตานั้นเผยให้เห็นความกลัวกับชะตากรรมที่ตัวเองกำลังจะเผชิญ 
ไอซ์นึกถึงคำพูดของเค้ากับราชาแห่งป่า นั้นทำให้เค้านึกถึงบรรดาสหายของเค้า
หลังจากลังเลชั่วขณะ ไอซ์ก็ถอนหายใจพร้อมกับตัดสินใจว่า
"ชื่อที่แท้จริงของข้าคือ ไอซ์ อูล โกลว ถ้าเจ้าสาบานว่าจะรับใช้ข้า ข้าก็จะไม่ฆ่าเจ้า"
"ขอบ ขอบตุณมากสำหรับความเมตตาของท่าน ราชาจะตอบแทนท่านด้วยความจงรักภักดี ราชาจะรับใช้ท่านไอซ์ อูล โกลวผู้ยิ่งใหญ่"
ออร่าจองมายังราชาแห่งป่าที่สาบานตนกับเจ้านายของเธอด้วยความกลัวอย่างเสียดาย....
หลังจากออกมาจากป่าแล้วทุกคนในกลุ่มแสดงสีหน้าดีใจที่ไอซ์กับนาเบลไม่มีบาดแผล
เอ็นเฟรถามไอซ์ด้วยความปลกใจระคนดีใจ
"ไม่บาดเจ็บ....ไม่พบกัยราชาแห่งป่าหรือครับ"
ขณะที่ไอซ์จะตอบ ลุคลูเธอก็ถามแทรกขึ้นมา
"คุณโมมอนนี่พาอะไรบางอย่างกลับมาด้วย คุณถูกเวทย์มนต์ควบคุมหรือเปล่า"
"ข้าสู้ชนะราชาแห่งป่าและจัดการทำให้มันเชื่องเรียบร้อยแล้ว เอ้า ออกมาได้แล้ว"
ราชาแห่งป่าในขนสีเงินค่อยปรากฎตัวออกมาจากป่า สมาชิกของกลุ่มดาวทมิฬลุกขึ้นอย่างตกใจจากนั้นตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี
-ถึงจะเป็นแค่แฮมสเตอร์แต่ก็ตัวใหญ่มาก จะตกใจกันก็คงไม่แปลก-
ก็เป็นธรรมดาที่นักผจญภัยจะปกป้องนายจ้างของตัวเอง
ไอซ์ลดเสียงของเค้าลงและกล่าว
"สบายใจได้ทุกท่าน มันได้สาบานตัวกับข้าแล้วและจะไม่โจมตีคนอื่น"
"อย่างที่เจ้านายกล่าว ราชาสาบานว่าจะรับใช้นายท่านด้วยความภักดี ราชาสบานจะไม่สร้างปัญหาให้ทุกคน"
ราขาแห่งป่าแสดงความภักดีต่อไอซ์อีกรอบ ทุกคนคงจะตกใจกับร่างกายที่ใหญ่โต แต่มันก็แค่แฮมสเตอร์ที่น่ารักละนะ คงจะลดการป้องกันลงเอง ปัญหาคือจะทำให้เชือ่ได้อย่างไงว่าเจ้าแฮมสเตอร์นี่คือราชาแห่งป่า ไอซ์กำลังหนักใจอยู่
แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่ไอซ์คิด
"....นี่หรือ ราชาแห่งป่า ช่างเป็นสัตว์ที่ดูน่าเกรงขามจริง"
" หา...."
ไอซ์จ้องมองไปยังนิยาและราชาแห่งป่าสลับไปสลับมาหลังจากสังเกตุว่านิยาไม่ได้ล้อเล่น 
"ราชาแห่งป่าที่ตำนานเคยระบุว่า ข้ารู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่เออล้นออกมาเลย"
ไดว์พูดอย่างประทับใจ
"พลังอันแข็งแกร่ง บ้าป่าวฟะ"
ผมยอมแพ้คุณเลยด้วยความสามารถของคุณ คู่ควรกับคุณนาเบลจริงๆ
"ถ้ากลุ่มของพวกเราเผชิญหน้ากันเองละก็ คงจะถูกกำจัดแน่นอน สมกับเป็นคุณโมมอนสุดยอดจริงๆ"
หลังจากได้รับคำชมจากกลุ่มดาบทมิฬ ไอซืหันไปมองยังราชาแห่งป่าอีกครั้ง
เจ้าแฮมสเตอร์นี่มันดูน่ากลัวตรงไหนกัน
"ทุกคน....ไม่คิดว่าดวงตาของมัน....น่ารักหรือ"
ดวงตาของทุกคนในบริเวณเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำถามของไอซ์
"คุณโมมอนคิดว่าตาของสัตว์ประหลาดนี่น่ารักหรือครับ"
แน่นอนไอซ์คิดในใจพร้อมกับพยักหน้าตอบ หรือว่าเจ้าแฮมสเตอร์นี่มันจะมีทักษะติดตัวที่สามารถล้างสมองคนรอบข้างได้
"สมกับเป็นคุณโมมอน นินยารู้สึกยังไงบ้างเมื่อจ้องไปยังตาของมัน"
"....รู้่สึกถึงความฉลาดและพลังที่เออล้นออกมาจากมันนะ แต่มองยังก็ยังห่าไกลกับคำว่าน่ารักละนะ"
ไอซ์มองทุกคนโดยรอบด้วยความแปลกใจ เค้ารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
"นาเบล เจ้าละคิดยังไง"
"ถ้ายกเรื่องพลังไปละก็ ข้าคิดว่าดวงตาของมันก็ดูแข็งแกร่งดีค่ะ"
"ไม่จริงน้า....."
ทุกคนมองไอซือย่างชื่นชมที่มองว่าสัตว์ประลหาดตัวนี้นั้นน่ารัก ไอซ์จ้องมองไปยังตาของเจ้าแฮมสเตอร์ที่ถูกกล่าวว่าดูฉลาด ซึงไอซ์มองไม่เห็นมันเลยแม้แต่น้อย
-หรือว่าประสาทการรับรู้ด้านนี้ของข้าเปลี่ยนไปแล้วเมื่อกลายเป็นอันเดท-
ในเมื่อทุกคนลงความเห็นเอ็นเอกฉันท์ไอซ์ก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่เค้าก็อยากจะยืนยันอะไรบางอย่าง
"เออ.. ทุกคนคิดว่าหนูนั้นแข็งแกร่งหรือเปล่า"
"หนู ....หมายถึงหนูยักษ์หรือเปล่า ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ"
"มันสามารถพบเจอได้แม้แต่ที่ท่อระบายน้ำของรีลันเทีย"
"หนูยักษ์จะถูกมองว่านำโรคภัยมาสู่่มนุษย์ ถ้าเป็นมนุษยบ์หนู พวกนี้ก็สู้ด้วยยากหน่อยเพราะมันทนทานต่ออาวุธที่ไมได้สร้างจากเงิน"
-แฮมสเตอร์กับหนูมันก็คล้ายกันนี่หว่า แถมเจ้าราชาแห่งป่านี่ก็หางยาวดูเหมือนหนูจะตาย-
ในที่สุดไอซืก็สรุปกับตัวเองว่า "คนบนโลกนี้มันแปลกๆ"
ในขณะทีไอซ์สับสนอยู่นั้น เอ็นเฟรก็ถามไอซ์ว่า
"ถ้าคุณโมมอนนำราชาแห่งป่าออกไปนอกบริเวณนี้ หมู่บ้านคาเน่อาจจะเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดตัวอื่นได้นะครับ"
ไอซืจ้องไปยังราชาแห่งป่า เหมือนมันจะเข้าใจเจตนาของไอซ์ จึงพูดขึ้นว่า
"เจ้าหมายถึงหมู่บ้านข้างนอกนั้นสินะ ถึงแม้ราชาจะยังอยู่แต่อำนาจถ่วงดุลก็ไมได้มากอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ"
"ไม่จริง...."
ไอซืยิ้มในใจพร้อมกับคิดว่า
-ไอ้ตัวนี้มันไม่เหมาะกับชื่อราชาหรอก เดี้ยวจะส่งตัวที่เหมาะสมมาคุมแถวนี้แทนเอง-
ทันใดนั้นไอซ์รู้สึกว่าเอ็นเฟรจ้องมองมาทางเค้าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
เค้าเข้าใจดีว่าเอ็นเฟรอยากไอซ์ช่วยหมู่บ้านอีกครั้งแต่ก็ลำบากใจที่จะโยนเรื่องทั้งหมดให้ไอซืจัดการ
ในขณะที่กลุ่มดาบทมิฬปรึกษากันว่ามีทางไหนจะช่วยหมู่บ้านได้นั้น เอ็เฟรก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง
"คุณโมมอน"
"มีอะไรหรือ"
ไอซ์มองไปยังเอ็นเฟรเหมือนจะรอคำถามอยู่
แต่เดิมไอซ์นั้นก็ต้องการที่จะปกป้องหมู่บ้านคาเน่เพื่อปกป้องแหล่งข้อมูลที่สำคัญอยู่แล้วที่เค้าต้องการคือคำขอร้อง ถ้าเอ็นเฟนขอร้องเค้าจริงก็เหมือนยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว แต่คำขออของเอ็นเฟรนั้นเกินกว่าที่เค้าจะคาดคิด
"คุณโมมอนได้โปรดให้ผมเข้าร่วมกลุ่มของคุณด้วยเถอะ"
"อะไรนะ"
"ผมต้องการที่จะปกป้องเอ็นริ แต่ผมนั้นอ่อนแอ ผมต้องการจะแข็งแกร่งขึ้น แค่พื้นฐานก็พอคุนโมมอนช่วยสอนให้ผมด้วยเถอะ ด้วยความสามารถของผมคงไม่เก่งกาจระดับคุณ แต่ถ้าได้คุณแนะนำผมต้องเก่งขึ้นได้แน่ๆ ผมมั่นใจในความสามารถด้านปรุงยาต้องมีประโยชน์แก่คุณแน่ๆ ผมยินดีแม้จะต้องเป็นคนแบกของก็ได้ครับ โปรดตอนรับคำขอของผมด้วยเถอะ"
"เจ้าอยากจะเป็นนักเวทย์และปกป้องคนรักและหมู่บ้านอย่างนั้นหรือ"
"ใช่แล้วครับ"
เอ็นเฟรจ้องมองไอซ์ด้วยสายตาที่คาดหวังและตื่นเต้นต่อคำตอบ
ในยัคดราซิลนั้นผู้คนมากมายต้องการที่จะเข้าร่วมกิลไอซ์ อูล โกลว ส่วนใหญ่ผู้คนเหล่านั้นคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้นไม่เคยมีใครคิดว่าจะทำอะไรเพื่อกิลแต่กลับคิดว่ากิลจะให้อะไรได้บ้าง ไม่เท่านั้นบางคนยังมีจุดประสงค์ที่จะขโมยข้อมูลหรือแร์ไอเท็มด้วย
นั้นคือสาเหตุที่ว่าทำไมจำนวนสมาชิกของกิลจึงมีจำนวนน้อยและไม่เติบโตเทียบเท่ากิลอื่นๆ
แต่ว่าเอ็นเฟรไม่ทราบถึงเรื่องนั้น ความต้องการของเค้าช่างบริสุทธิ์
ไอซ์อดหัวเราะออกมาไมได้ เค้าถอดหมวกออกพร้อมกัวก้มหัวให้เอ็นเฟรด้วยท่าทางที่ดูจริงจัง
เค้าได้ยินเสียงนาเบรัลกัดฟันไม่พอใจ
ท่าทางของไอซ์ผู้นำสูงสุดที่ต้องมาก้มหัวให้กับมนุษย์ แต่ไอซ์นั้นไม่ได้คิดว่าการก้มหัวให้กับบุคคลที่อายุน้อยกว่าจะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย
"ข้าขอโทษด้วยที่แสดงกริยาไม่น่าดูออกมา แต่ขอให้เข้าใจว่าข้าไมได้ดูถูกความตั้งใจของเจ้า เจ้าต้องบรรลุเงื่อนไข 2 ข้อถึงสามารถเข้าร่วมกลุ่มของข้าได้ น่าเสียดายเจ้าบรรลุแค่ 1 เท่านั้น น่าเสียดายจริงๆที่ข้าต้องปฎิเสธ"
เงื่อนไขคือสมาชิกครึ่งต้องเห็นพ้องตกลงจึงจะสามารถเข้าร่วมกิลได้ ต่อให้ไอซ์ตกลงก็ไม่สามารถชวนคนอื่นเข้ากิลด้วยตัวเองได้
"ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการ เรื่องของหมู่บ้านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะทำเท่าที่ทำได้ บางทีข้าอาจจะต้องการความช่วยเหลือของเจ้าด้วยเช่นกัน"
"ได้โปรดบอกมาได้เลย ผมยินดี"
"ดีมาก ดีมาก"
ไอซ์ผงกศรีษะรับทราบ 
เอาละพักหัวข้อนีไว้ก่อน ตอนนี้ข้าจะเล่าเหตุการณ์ในตอนที่ข้าปราบราชาแห่งป่าให้ฟัง

2 ความคิดเห็น: